นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Thailand – US Trade & Investment Summit 2025 ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ ซึ่งจัดโดยความร่วมมือของหอการค้าไทย หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM) และหอการค้าสหรัฐอเมริกา (U.S. Chamber of Commerce) โดยมีผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน และนักธุรกิจจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมกว่า 300 คน โดยเฉพาะนายโรเบิร์ต เอฟ. โกเดค (H.E. Mr. Robert F. Godec) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM) นายจอห์น โกเยอร์ รองประธานฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียหอการค้าสหรัฐอเมริกา (U.S. Chamber of Commerce)
นายพิชัยกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดย GDP ไตรมาสแรกของปี 68 ขยายตัว 3.1% ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่การลงทุนมีมูลค่าคำขอรับส่งเสริมจาก BOI รวม 431,237 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 97% และการส่งออก 3 เดือนแรกของปีนี้ เติบโตโดดเด่นถึง 15.2% และโดยเฉลี่ยตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ารับตำแหน่งในเดือนต.ค.67 การส่งออกไทย 6 เดือน ขยายตัว 12.9% และตัวเลขการส่งออกเดือนเม.ย.ที่จะแถลงในวันจันทร์หน้า (26 พ.ค.68) ยังเติบโตต่อเนื่อง แม้จะมีความกังวลเรื่องมาตรการภาษีของสหรัฐ

สำหรับการท่องเที่ยวยังคงเติบโตได้ดีในแง่ของรายได้ ปัจจุบันไทยมุ่งเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ รายได้สูง และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามไทยยังเผชิญกับความท้าทายในเรื่องของหนี้สินครัวเรือนและปัญหาเชิงโครงสร้าง หากสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ เศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้
รัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อความท้าทายจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ที่อาจกระทบต่อภาคการส่งออก ไทยได้มีความพยายามที่จะหารือร่วมกับสหรัฐฯ ในเวทีต่าง ๆ โดยได้จัดตั้ง คณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่เดือนม.ค.68 โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน เพื่อประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน
ไทยได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อ USTR อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 พ.ค.68 ซึ่งได้รับการตอบรับเชิงบวกจากนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ โดยได้เสนอแนวทางสำคัญ เช่น เสริมความร่วมมือในสาขาอาหารแปรรูป ดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ และ AI ขยายการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เช่น พลังงาน สินค้าเกษตร และชิ้นส่วนอากาศยาน เปิดตลาดและลดอุปสรรคทางการค้า แก้ไขมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า และส่งเสริมการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ
ข้อเสนอดังกล่าวได้ถูกหารือเพิ่มเติมกับนายจามิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนายเบสเซนต์ ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปคที่เกาะเชจู ประเทศเกาหลีใต้ โดยทั้งสองฝ่ายแสดงความพร้อมในการขับเคลื่อนความร่วมมือผ่านการเจรจาระดับนโยบายที่กรุงวอชิงตันในอนาคตอันใกล้
รมว.พาณิชย์ ยังกล่าวเชิญชวนนักลงทุนสหรัฐฯ ขยายการลงทุนในไทย โดยฐานการลงทุนอุสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพลังงานที่มั่นคง ซึ่งเอื้อต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรพิมพ์ (PCB) ดาต้าเซ็นเตอร์ ชิ้นส่วนสำหรับประกอบ AI และยานยนต์อัจฉริยะ รวมถึงสามารถต่อยอดไปสู่การผลิตอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่รองรับความต้องการของตลาดในอนาคต
รัฐบาลไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง และส่งเสริมความร่วมมือกับสหรัฐฯ บนพื้นฐานของความสมดุลและผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อเติบโตไปด้วยกัน พร้อมที่จะเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ ที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งที่ผ่านมา สหรัฐฯเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย รองจากจีน โดยในปี 67 มูลค่าการค้าระหว่างกันสูงกว่า 74,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปสหรัฐฯ คิดเป็น 18% ของการส่งออกทั้งหมด ขยายตัว 13.6% สะท้อนความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและโอกาสในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง



