เมื่อวันที่ 24 พ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ Thailand Tiger Project DNP โพสต์ภาพและคลิป พร้อมข้อความเกี่ยวกับงานวิจัยและอนุรักษ์เสือโคร่ง สัตว์ป่าคุ้มครองในผืนป่ามรดกห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี ว่า เสือโคร่งกับช้างป่า เมื่อทีมร่วมของกลุ่มงานวิชาการกับสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เดินทางกลับจากการเข้าสำรวจเก็บข้อมูลในป่า รายงานว่า “พบซากลูกช้างที่อาจถูกเสือโคร่งล่าเนื่องจากมีรอยตีนเสือโคร่งข้างเคียง”
เปิดภาพครอบครัวเสือโคร่งกินซากวัวแดง ไขความจริง ‘แดนไธ’ ที่แท้เป็นลูกแม่ ‘เจนจิ’

ทีมนุดวิจัยเสือโคร่งเข้าตรวจสอบจึงได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “มีรอยตีนเสือโคร่งอุ้งขนาดใหญ่ วัดไม่ได้แต่รอยนิ้วใหญ่มาก กล้องที่ตั้งไว้ละแวกนั้น ก็ไม่ได้ภาพเสือ” จึงยังระบุไม่ได้ว่าฝีมือตัวไหน
ที่ซากลูกช้างได้พบร่องรอยบนร่างกายที่ยืนยันได้ว่าเป็นถูกการล่าโดยเสือโคร่ง ไม่ได้ตายเพราะเจ็บป่วย จึงเก็บข้อมูลขนาดร่างกาย พร้อมทั้งวัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตีน

ด้วยความสงสัยถึงอายุและน้ำหนัก นุดวิจัยจึงได้มีการขอความคิดเห็นจากผู้มีประสบการณ์วุ่นวายกับช้างป่า “หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าฉะเชิงเทรา” ซึ่งใช้ขนาดของตีนที่วัดได้ นำไปสู่การคิดคำนวณและประเมินออกมาคือ
เส้นรอบวงตีนx2=ความสูง หัวไหล่ของช้าง แล้วนำไปเปรียบเทียบช่วงอายุ จนได้ความว่า ลูกช้างตัวนี้มีอายุราว 8-12 เดือน โดยประมาณจากค่าความสูงหัวไหล่คือ 88 ซม.
ประเมินน้ำหนักไว้ที่ 180-200 กก. โดยอ้างอิงจากน้ำหนักของเหล่าช้างป่าที่ได้เคยเก็บข้อมูลไว้เช่น ลูกช้างตุลา ลูกช้างมีนา เป็นต้น ค่าน้ำหนักที่ได้มานั้น บ่งบอกถึงความคุ้มค่าในการลงแรง แต่ความพิเศษกว่านั้นของการล่าเป็นมื้ออาหารยังคงเป็นปริศนาต่อไป การล่าลูกช้างป่าเป็นอาหารของเสือโคร่งครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะในอดีต เสือโคร่งตัวผู้ที่ห้วยขาแข้งชื่อ อุทิศ นั้น เป็นเสือที่เก็บสถิติการล่าลูกช้างได้สูงสุด รองลงมาคือ เสืออู๋

จากนั้น เพจ Thailand Tiger Project DNP โพสต์คลิปหลักฐานยืนยันซากลูกช้างเป็นฝีมือการล่าของเสือโคร่ง โดยระบุข้อความว่า เสือโคร่งกับช้างป่า (ขยายความ) กรณีพบซากลูกช้างพร้อมทั้งมีร่องรอยการปรากฏของเสือโคร่งในบริเวณเดียวกัน ได้สรุปในเบื้องต้นว่า เป็นการล่าเพื่อเป็นอาหารของเสือโคร่ง ซึ่งเป็นระบบห่วงโซ่อาหารที่เกิดขึ้นตามปกติของระบบนิเวศ
ข้อมูลเพิ่มเติมต่อเนื่องเมื่อเข้าไปดูซากคงเหลือเมื่อผ่านไปหนึ่งคืน พบว่าโครงสร้างหลักคือลำตัวนั้นหมดไป เหลือเพียงกระดูกบางชิ้นกับขา 1 ข้าง ซึ่งเป็นการหมดไปอย่างรวดเร็วผิดปกติหากกินเพียงตัวเดียวลำพัง ประกอบกับรอยตีนที่พบครั้งนี้มีขนาดเพียง 7-7.5 ซม. ซึ่งควรเป็นรอยตีนเสือโคร่งตัวเมีย ภาพเสือโคร่งที่เข้ามาแล้วลากซากถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งสร้างความฉงนมากขึ้น เพราะรูปลักษณ์ที่ปรากฏค่อนไปทางเพศเมีย มากกว่าเพศผู้ ซึ่งเคยมีข้อมูลว่าสามารถล่าลูกช้างได้ เมื่อตรวจสอบลวดลายเสือในคลิปอย่างละเอียดจึงได้รู้ว่าแท้จริง มันคือ HKT281 F ที่เป็นเจ้าของซาก
ความแปลกใจเรื่องการหมดไปอย่างรวดเร็วของซาก คลี่คลายด้วยข้อมูลที่มีว่า มันมีลูกวัยกำลังกินอีกสามตัว แต่ว่าเรื่องความสามารถในการล่าลูกช้างครั้งนี้ยังมีความกังขา จึงได้มีการซักถามข้อมูลเพิ่มเติมว่า “มีการพบเห็นร่องรอย การไล่ล่ากันในบริเวณข้างเคียงหรือไม่”
“มีร่องรอยต่อสู้เป็นวงกว้างครับ น่าจะต้อนแล้วกดตรงบริเวณที่ฆ่า แล้วจึงลากมากินตรงจุดที่พบ ซึ่งพบรอยลากวนก่อนลงมือกิน ซึ่งตรงนั้นเป็นด่านช้างข้างลำห้วยครับ”

ทุกความสงสัยได้คลี่คลายลง คงเหลือแต่ความตื่นเต้นที่ได้รู้ว่า ไม่ใช่แต่เสือโคร่งเพศผู้ที่สามารถฝ่าดงล่าลูกช้างได้เท่านั้น แต่ว่ายังมีแม่เสือลูกสาม ที่มีความแข็งแกร่ง ใจห้าวหาญ จนถึงจุดที่สามารถฝ่าฝูงช้าง เพื่อหาเลี้ยงปากท้องของลูกๆ ได้ ขอบันทึกความกล้าหาญและเข้มแข็งของ เสือโคร่งเพศเมียตัวแรกของการวิจัยเสือโคร่งของไทย “HKT281F” ซึ่งต่อไปเราจะเรียก ว่า แม่วารณ
ภายหลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ไป ได้มีผู้มาแสดงความคิดเห็นและแชร์คลิปเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้เป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ชื่นชมการวิจัยและอนุรักษ์เสือโคร่ง สัตว์ป่าคุ้มครอง ในผืนป่ามรดกห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี เป็นอย่างมาก.
ขอบคุณภาพและคลิป เพจ Thailand Tiger Project DNP



