เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สถาบันสังคมประชาธิปไตย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จัดเวทีประชาชนถกแถลงและอภิปราย “ข้อเสนอ ฮั้ว สว.จะจบอย่างไร?” โดย ดร.นันทนา นันทวโรภาส สว. กล่าวว่า กระบวนการเลือก สว.แบบนี้คิดว่าครั้งเดียวก็เพียงพอแล้ว เพราะไม่สร้างสรรค์และไม่ได้ทำให้ได้มาซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติที่ทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ดังนั้นจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้การฮั้ว สว.จะจบอย่างไร เป็นเรื่องที่คนไทยจำนวนมากอยากได้คำตอบ นี่สะท้อนความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ความไม่เชื่อมั่นในองค์กรอิสระ ถ้ามีรัฐธรรมนูญ มี สว. มีองค์กรอิสระแบบนี้ คนก็ต้องสงสัยว่ากระบวนการของ สว.ที่กำลังสืบสวนสอบสวนอยู่นี้จะจบอย่างไร ซึ่งตนพยายามคิดว่าจะจบแบบหลายๆ ทาง ดังนี้ “ก.” จบแบบมวยล้มต้มคนดู หลักฐานไม่พอ ไม่มีการฟอกเงิน อั้งยี่ ซ่องโจร “ข.” กลุ่มสีน้ำเงินถูกดำเนินคดีเล็กๆ น้อยๆ ไม่กี่คน แต่สาวไปไม่ถึงตัวใหญ่ “ค.” คนฮั้วพ้นสมาชิกภาพความเป็น สว.ถูกดำเนินคดีตัดสิทธิทางการเมือง โดนคดีอาญาฟอกเงิน อั้งยี่ ซ่องโจร พรรคที่เกี่ยวข้องโดนยุบ ผู้บงการถูกดำเนินคดีอาญา “ง.” พวกที่ออกมาร้องให้ยุบพรรค รวมทั้งดีเอสไอถูกฟ้องกลับแพ้คดีหมด “จ.” จบแบบล้มกระดาน ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มมีคนปั่นว่าจะเกิดรัฐประหารแล้ว และ “ฉ.” เกี้ยเซียะกันได้
“ตั้งแต่ ก. ถึง ฉ. เกิดขึ้นได้หมด ถ้ากระบวนการยุติธรรมในบ้านเรา องค์กรอิสระมันปกติเราจะไม่มีข้อ ก.-ฉ. แน่นอน ต้องดำเนินการไปให้จบกระบวนการ เพราะฉะนั้นจึงฝากประชาชนไปคิดกันเอง ว่ากระบวนการฮั้ว สว. นี้จะจบที่ไหน แต่ดิฉันคิดว่าการฮั้ว สว. แบบโกง คือมีการใช้เงินมีที่มาจากรัฐธรรมนูญเจ้าปัญหา ที่รั่วทุกจุด เป็นสารตั้งต้นแห่งปัญหาทั้งปวง ถ้าไม่แก้ไข เรื่องอื่นๆ จะค่อยๆ ปะทุขึ้นมา แม้กระทั่งเราพูดถึง สตง.ก็เห็นๆ อยู่ว่า มาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ องค์กรอิสระไม่ได้ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา จะถอดถอนก็ไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เปิดช่องเอาไว้ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหามาก” ดร.นันทนา กล่าว
ดร.นันทนา กล่าวต่อว่า เอาเฉพาะที่มาของ สว. นั่นก็เป็นกติกาที่เปิดช่องให้มีการแฮกระบบฮั้วกันเข้ามา ประชาชนไม่มีส่วนร่วม และมีการโกงมหาศาล จึงจำเป็นต้องแก้ไขที่ตัวต้นเรื่องคือรัฐธรรมนูญ เพราะหัวใจ หรือกล่องดวงใจของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือองค์กรอิสระ ให้องค์กรอิสระขยายอำนาจกว้างขวาง คำวินิจฉัยผูกพันทุกองค์กร สามารถวินิจฉัยตัดสิทธินักการเมืองตลอดชีวิต ยุบพรรคก็ได้ สั่งให้นายกฯ พ้นจากตำแหน่งก็ได้ และอื่นๆ อีกมากมาย โดยอำนาจที่ได้มานี้ก็มาจาก สว.เลือกมา จึงเป็นแรงจูงใจให้พรรคการเมืองอยากจะเป็นเจ้าของ สว. เพื่อเอาคนของตัวเองไปนั่งในองค์กรอิสระ ทำให้เป็นองค์กรอิสระในกำกับพรรคการเมือง นี่ว่าอันตรายที่สุด เมื่อองค์กรอิสระไม่อิสระอย่างแท้จริง กระบวนการต่างๆ ในประเทศนี้จะบิดเบี้ยวไปตามคำสั่งของผู้เป็นเจ้าของ พรรคการเมืองไหนได้ครอบครอง พรรคนั้นก็จะเป็นเจ้าของประเทศและเปลี่ยนแปลงทุกอย่างบิดเบี้ยวทุกอย่างไม่ได้ เราจึงต้องทลายกล่องดวงใจอันนี้ ด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องยาวไกล เฉพาะหน้าที่ต้องช่วยกันทำคือยับยั้งไม่ให้องค์กรอิสระไปเป็นของพรรคการเมือง ด้วยการให้ สว.ใส่คนเข้าไป ซึ่งวันที่ 30 พ.ค. นี้ ประธานวุฒิสภาได้บรรจุระเบียบวาระการประชุมสมัยวิสามัญ มีพิจารณาเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่ง ใน ป.ป.ช. 3 คน อัยการสูงสุด 1 คน และมีการตั้งกรรมการวิสามัญพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติของ กกต. 1 คน และศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน รวมทั้งสิ้น 7 ตำแหน่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้ขอรายชื่อ สว. 1 ใน 10 ของ สว.ทั้งหมด หรือ 20 คน เพื่อยื่นต่อประธานวุฒิสภา ให้พิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุติบทบาท ก็ไม่สำเร็จ ล่าสุด นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ได้ยื่นญัตติเพื่อขอให้ สว. ทั้งหมดชะลอการลงมติเรื่องการเห็นชอบองค์กรอิสระไว้ก่อน แต่ด่านสำคัญคือ ยื่นประธานวุฒิสภาซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาด้วย นอกจากนี้ยังมีคนอื่นๆ ที่ไปยื่นหนังสือจากด้านนอกต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ต่อ กกต. เพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญอีกทางหนึ่งด้วย และตอนนี้ตนขอให้ประชาชนร่วมกันส่งเสียงผ่านโซเชียลมีเดียถึง สว. ว่ามันไม่สง่างาม ไม่เหมาะสม ไม่ควรใช้อำนาจมากจนเกินไปจนไม่เห็นหัวประชาชน ตรงนี้ถูกข้อกล่าวหาก็อยู่ไปก่อนได้หรือไม่ชะลอไว้ก่อนได้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่เราทำมา และหลายคนก็ช่วยกัน
“สว.ชุดนี้ชุดที่ถูกเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาว่าเข้ามาโดยวิธีที่ไม่ปกติ นี่เท่ากับไปเลือกผู้พิพากษามาตัดสินคดีตัวเองหรือเปล่า เราเรียกร้องจิตสำนึกแห่งความเป็นผู้แทน จิตสำนึกของความรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน หยุดการลงมติอันนี้ได้หรือไม่ นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 93 ปีประชาธิปไตยไทย ที่ สว. เกินครึ่งสภา ถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าโกงเข้ามา เมื่อไม่มีมาก่อนเลยไม่มีกฎหมาย ว่าให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เอาไว้ก่อน เราจึงต้องเรียกร้องทั้งจิตสำนึกและใช้ข้อกฎหมายที่พอมี” ดร.นันทนา กล่าว.



