“วันงดสูบบุหรี่โลก” (World No Tobacco Day) วันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี ทั่วโลกต่างร่วมกันรณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงผลกระทบของการสูบบุหรี่ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปีนี้ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดธีมการรณรงค์ที่เข้มข้นและท้าทายคือ “กระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า: นิโคติน เสพติด จน ตาย” สะท้อนความตั้งใจที่จะจัดการกับปัญหาการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ากว่า 9 แสนคน และในจำนวนนี้เป็นเยาวชนอายุระหว่าง 13-15 ปี มากถึง 3.4 แสนคน ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 5.3 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2558 ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่ง่ายขึ้นตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวและไม่ตอบสนองต่อบริบทของสังคมปัจจุบันของมาตรการ “แบนบุหรี่ไฟฟ้า” อย่างเป็นทางการ ห้ามนำเข้า จำหน่าย และครอบครอง ซึ่งประกาศมาใช้มาตั้งแต่ปี 2557 เพราะไม่สามารถหยุดยั้งการเติบโตของผู้ใช้และการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ เช่นเดียวกับการควบคุมการสูบบุหรี่ที่ลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ลงได้เพียง 1 แสนคนในระยะเวลา 3 ปี
ทำให้เกิดคำถามว่าถึงเวลาปฏิรูปมาตรการควบคุมการบริโภคยาสูบในประเทศไทยหรือยัง เพื่อตามรอยประเทศที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมยาสูบ อาทิ อังกฤษ นิวซีแลนด์ สวีเดน ที่สามารถลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ต่ำลงได้อย่างเป็นประวัติการณ์
การควบคุมบุหรี่ของไทยในปัจจุบันเป็นไปตามกรอบของ อนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC) เน้นที่การจำกัดดีมานด์และซัพพลายของสินค้า เช่น การห้ามทำการตลาด และการเก็บภาษีสูงเพื่อจำกัดการบริโภค ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้กันมาประมาณ 20 ปี แต่เมื่อมีความท้าทายใหม่ ๆ อย่างบุหรี่ไฟฟ้า WHO กลับไม่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายนี้ได้อย่างทันท่วงที ทำให้หลายประเทศเลือกที่จะกำหนดแนวทางการควบคุมที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ส่งผลให้เกิดแนวทางที่แตกต่างกันทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ที่กำกับดูแลบุหรี่ไฟฟ้าผ่าน องค์การอาหารและยา (US FDA) ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่พิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนและอนุญาตให้จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าและยาสูบรูปแบบใหม่ ๆ ได้ ขณะที่กฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบของสหภาพยุโรป มีมาตรการที่จำเพาะเจาะจงสำหรับกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพของบุหรี่ไฟฟ้า เช่น จำกัดปริมาณนิโคติน จำกัดการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน มีการระบุคำเตือนด้านสุขภาพบนผลิตภัณฑ์ รวมถึงผู้ผลิตต้องแจ้งข้อมูลต่อ EU เป็นต้น
ปัจจุบัน มากกว่า 80 ประเทศเลือกที่จะทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายและอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ขณะที่ประมาณ 40 ประเทศ รวมถึงไทย ยังคงแบนบุหรี่ไฟฟ้าโดยสิ้นเชิง ส่วนอีกกว่า 50 ประเทศยังคงไม่มีมาตรการควบคุมที่ชัดเจน
ความแตกต่างนี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่า การที่ประเทศไทยยังคง “แบน” อาจไม่ตอบโจทย์ในเชิงการควบคุมที่แท้จริง เพราะการแบนทำให้ตลาดอยู่ใต้ดิน ขาดการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย ผู้บริโภคไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้อง และเปิดช่องให้เกิดการลักลอบนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้บริโภค เช่น กรณีการระบาดของ โรคปอดอักเสบรุนแรง (EVALI) ในสหรัฐอเมริกา ที่พบการปนเปื้อนสารวิตามินอีอะซิเตตในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าที่ผิดกฎหมาย
อีกปัญหาที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “ความไม่รู้” หรือ “ความเข้าใจผิด” ของผู้บริโภคและคนในสังคม เพราะข้อมูลข่าวสารที่มีการเผยแพร่กันอย่างกว้างขวางในบ้านเรายังคงระบุว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษอันตราย เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ กลีเซอลีน โพรโพลีนไกลคอน หรือ สารหนู แต่กลับไม่มีการศึกษาอย่างละเอียดว่าพบในปริมาณเท่าไร หรือมีมากหรือน้อยกว่าเมื่อเทียบกับควันบุหรี่แล้ว รวมไปถึงข่าวที่ยังพบผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นโรคปอดอักเสบอิวาลี่ในประเทศไทย
ในแง่ของ “นิโคติน” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของการรณรงค์ในปีนี้ จริงอยู่ที่ว่านิโคตินเป็นสารที่ทำให้เกิดการเสพติด แต่ข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขระดับโลก เช่น US FDA, US CDC, Health Canada, UK National Health Service ยืนยันตรงกันว่า นิโคติน “ไม่ใช่สารที่ก่อให้เกิดมะเร็งโดยตรง หรือโรคหัวใจและโรคปอดจากการสูบบุหรี่” ตรงกันข้าม นิโคตินถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์ เช่น แผ่นแปะนิโคติน หรือหมากฝรั่งนิโคตินเพื่อช่วยเลิกบุหรี่ สิ่งที่เป็นอันตรายจริง ๆ คือ “สารพิษและสารก่อมะเร็งที่เกิดจากการเผาไหม้” ในบุหรี่ธรรมดา
นอกจากนี้ ผลสำรวจพบว่าคนไทยจำนวนมาก “ไม่ทราบ” ว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้า ซื้อขาย หรือแม้แต่การครอบครอง ทำให้ผู้บริโภคตกอยู่ในความเสี่ยงทางกฎหมายโดยไม่เจตนา และเมื่อไม่มีมาตรการควบคุมอย่างเป็นระบบ ผู้ใช้ก็ไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับความเสี่ยงและวิธีการใช้ที่ปลอดภัย
วันงดสูบบุหรี่โลกปีนี้ จึงไม่เพียงเป็นโอกาสในการกระตุ้นให้เลิกบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับการทบทวนแนวทางนโยบายควบคุมยาสูบของประเทศไทย เพื่อสร้างความชัดเจน ปกป้องเยาวชนและนักสูบหน้าใหม่จากการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้า ป้องกันการลักลอบขายสินค้าด้อยคุณภาพให้กับผู้สูบบุหรี่ และให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง โดยไม่ปล่อยให้พวกเขาเหล่านี้เผชิญกับความเสี่ยงต่อไปโดยไม่มีใครดูแล



