กระแสทางการเมืองที่น่าสนใจในช่วงนี้ ก็มาจากการที่ “อดีตนายกฯ แม้ว” ทักษิณ ชินวัตร ทิ้งบอมบ์อยากเอากระทรวงมหาดไทยคืน ซึ่งแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังพยายามยืนยัน “ไม่มีอะไรในกอไผ่” แต่สักพักเราคงได้เห็นอะไรกันมากขึ้น โดยเฉพาะหากมีการปรับ ครม. ก่อนเปิดประชุมสภา โดยเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 68 ที่ผ่านมา “นายกฯ อิ๊งค์” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “โอกาสไทย กับ นายกแพทองธาร” หัวข้อ “ปรับแผน เดินหน้า สร้างโอกาสไทย” ว่า ดิจิทัลวอลเล็ตเฟต 3 ได้แน่นอน เราเลื่อนออกไปเพราะต้องการนำงบตรงนี้ไปกระตุ้นเศรษฐกิจก่อน

นายกฯ ได้ยกตัวอย่างโครงการที่มีความสำคัญที่เอางบก้อนนี้ไปใช้แทน เช่น แก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำอุปโภคบริโภค เรื่องการคมนาคม การท่องเที่ยว ซึ่งนายกฯ บอกว่า เคยไปเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน พบว่า ห้องน้ำสะอาด ตึกรามบ้านช่องสะอาด มีความโมเดิร์น เงินส่วนนี้จะไปช่วยประเทศไทยในเรื่องดังกล่าว ที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมที่ชาวต่างชาติมาเห็นบ่อยๆ แล้วเขาจะได้ไปโฆษณาปากต่อปากให้เราได้อีก และเราจะทำเรื่องกล้อง CCTV ซึ่งสำคัญมาก เราจะให้ต่างชาติไว้ใจว่า ถ้ามาประเทศไทย ไม่ว่าจะอาชญากรรมเล็กๆน้อยๆ ก็ต้องถูกดูแล ถูกมองเห็น ตำรวจเห็นอยู่เสมอ

“งบประมาณปี 69 เราต้องปรับให้เข้ากับปีนี้ที่มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยเรื่องภาษีสหรัฐ น้ำท่วม น้ำแล้งในอนาคต เราปรับให้เข้ากับสถานการณ์โลก สถานการณ์ประเทศ ภูมิภาคอากาศ ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้ามีปัจจัยแทรกเราก็ต้องพร้อมเสมอ และคิดว่า งบประมาณที่เราวางมาตั้งแต่แรกค่อนข้างที่จะครอบคลุมพอสมควร”

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์กรณีการปรับ ครม. ภายหลังอดีตนายกฯแม้ว พูดว่าอยากให้พรรคเพื่อไทยได้ดูแลกระทรวงมหาดไทย ว่า คำว่าอยากได้เป็นธรรมดา พรรคไหนก็อยากได้หมด เพราะกระทรวงมหาดไทยได้ดูแลผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เป็นฝ่ายปกครอง การที่นายทักษิณพูดเป็นหลักการที่ต้องการดูแลกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกระทรวงการคลัง เพราะจะสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ ไม่ทราบว่าจะทำได้หรือไม่
ในการโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พรรคภูมิใจไทยก็ลงคะแนนให้เราได้ ไม่ได้มีปัญหาอะไร นายทักษิณพูดในภาพรวม เพราะสมัยก่อนเป็นรัฐบาลพรรคเดียวสามารถทำง่าย แต่วันนี้เราเป็นพรรคร่วม ข้อตกลงจะปรับหรือไม่เป็นเรื่องของนายกฯ และรัฐมนตรีจะต้องคุยกัน

“หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เมื่อวันที่ 28-31 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า รัฐบาลอาจจะยังไม่ได้ชี้แจงลงรายละเอียดเท่าที่ควร เพราะตอนที่ฝ่ายค้านอภิปรายก็มีประเด็นหลายอย่างที่เราอยากเห็นการจัดสรรงบประมาณที่เป็นการลงทุนที่หาทางออกให้ประเทศอย่างตรงจุด รวมถึงเรื่องอื่น ๆ เช่น การใช้จ่ายที่ขาดประสิทธิภาพ ไม่มีความโปร่งใส ยังไม่ได้มีการรีดไขมันเท่าที่ควร หากจะสรุปง่ายๆ คืองบฯ ลงทุนในปีนี้ถูกนำไปใช้ 3 เรื่องหลักๆ คือ ตัดถนน ขุดคลอง และสร้างตึก แทนที่จะไปลงทุนให้ตรงจุดมากกว่านี้ ถือเป็นการทำซ้ำอยู่กับสิ่งเดิมๆ
“…เราส่งต่อให้ กมธ.วิสามัญงบประมาณว่าให้ช่วยกันตรวจสอบ ปี 2569 เราคาดการณ์กันว่าวิกฤติจะหนักกว่าปีก่อนๆ เนื่องจากเรื่องของสงครามการค้า เราจึงจะพยายามที่จะทำงานเพื่อช่วยรัฐบาลตัดงบที่ไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นงบที่ต้องสงสัยว่าจะนำไปสู่การทุจริต หรือแม้กระทั่งพวกที่เป็นไขมัน เช่น งบอบรมต่างๆ การลงทุนที่ไม่ตรงจุด ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะพุ่งเป้าไปตัดงบประมาณในส่วนนั้น…”

หัวหน้าเท้ง ตอบคำถามกรณี “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคยให้สัมภาษณ์ในลักษณะว่า ไม่ปิดทางที่จะจับมือกับพรรค ปชน.ในอนาคต หากมีนโยบายที่สามารถไปด้วยกันได้ ว่า การที่นายอนุทินออกมาให้สัมภาษณ์เช่นนี้ทั้งที่ยังไม่ได้คุยกับใครในพรรค ปชน.มาก่อน น่าจะเป็นการพยายามสร้างอำนาจต่อรองตัวเองกับทางพรรคเพื่อไทย พูดชัดเจนไปหลายรอบแล้วว่าในสภาชุดนี้ พรรค ปชน.จะไม่ร่วมรัฐบาลแน่นอน
“…พรรค ปชน.ไม่ได้ปิดกั้นในเรื่องของการแก้ไขปัญหาของประชาชน แม้ว่าเราจะบอกว่าในสภาชุดนี้ เราไม่ร่วมรัฐบาล แต่ยังมีวาระอีกหลายอย่างที่เราสามารถผลักดันเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ เช่น เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากพรรคภูมิใจไทยต้องการขอความร่วมมือกับ ปชน.ที่จะแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ต่างๆ ของประเทศร่วมกัน เราทำงานร่วมกันได้ในทุกเรื่องที่เอาวาระของประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่วาระของการตั้งรัฐบาลเป็นที่ตั้ง…” สิ่งที่น่าสนใจคือ พรรคภูมิใจไทยที่ “สนิทสนม” กับ สว.จะช่วยพรรค ปชน.แก้ไขรัฐธรรมนูญ และทำประชามติหรือไม่

ภายหลังมีกระแสข่าว สส.ในกลุ่มของ “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ และ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เตรียมนำ สส.ในกลุ่มย้ายออกจากพรรค รทสช. ไปอยู่กับพรรคการเมืองที่จัดตั้งใหม่ชื่อ “พรรคโอกาสใหม่” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 68 ที่ผ่านมา นายสุชาติ ได้นัดแกนนำและ สส.พรรค รทสช.กินข้าวเที่ยง หารือทางการเมืองกัน ที่โรงแรมคอนราด ถนนวิทยุ กทม. ในวงดังกล่าว มีแกนนำและ สส.พรรค รทสช.ร่วม 20 คน ก่อนที่ช่วงบ่ายเดินทางกลับร่วมประชุมสภา พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569
แกนนำและ สส.ที่ปรากฏในภาพร่วมรับประทานอาหาร อาทิ นายสุชาติ นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สส.บัญชีรายชื่อ นายเกรียงยศ สุดลาภา สส.บัญชีรายชื่อ นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ สส.บัญชีรายชื่อ นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา เขต 2 นายวัชระ ยาวอหะซัน สส.นราธิวาส เขต 1 นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี เขต 2 นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน สส.สุราษฎร์ธานี เขต 4 นายปรเมษฐ์ จินา สส.สุราษฎร์ธานี เขต 5 นายถนอมพงษ์ หลีกภัย สส.ตรัง เขต 1 น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี เขต 1 นางธิวัลรัตน์ อังกินันท์ สส.เพชรบุรี เขต 1 จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี เขต 3 นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี เขต 4
มีรายงานว่า ในการประชุมพรรค รทสช. เมื่อวันที่ 27 พ.ค. เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการประชุมสภา พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ “รมว.ขิง” เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรค รทสช.ได้กล่าวในที่ประชุมพรรค หลังจากเสี่ยเฮ้งให้สัมภาษณ์สื่อว่าอาจจะย้ายออกจากพรรค รทสช. ตอนหนึ่งว่า “ขอให้พวกเราอย่าหวั่นไหว ให้มั่นใจว่าพรรค รทสช. ยังไปได้ ยังไงการเลือกตั้งรอบหน้า ยังมีพรรคอยู่ เรายังไปรอด”

อีกเรื่อง นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีคนต่างด้าวเข้ามาถือครองที่ดินในไทย โดยใช้วิธีให้คนไทยถือครองที่ดินแทน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของกฎหมาย และยังพบว่ามีการนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ สำหรับประกอบธุรกิจที่ต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าว หรือธุรกิจที่คนไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน เพื่อให้การตรวจสอบสามารถทำได้ครอบคลุมมากขึ้นนั้น กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการ MOU (เอ็มโอยู) ระหว่างกันด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาการใช้คนไทยถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว และเพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะส่งต่อรายชื่อนิติบุคคลเสี่ยงให้กับกรมที่ดิน ตรวจสอบแล้วพบว่า มีนิติบุคคลที่เสี่ยงเป็นนอมินีจากการที่มีคนต่างด้าวเข้ามาถือหุ้นตั้งแต่ 0.001-49.99% ใน 6 ธุรกิจเสี่ยง จำนวน 46,918 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ จำนวน 26,038 ราย คิดเป็น 55.49% ของธุรกิจเสี่ยงทั้งหมด โดยจะดำเนินการส่งรายชื่อทั้งหมดให้กรมที่ดินเพื่อพิจารณา
จะเพิ่มโทษการถือครองที่ดินของคนต่างด้าว จากเดิมที่มีโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กำลังยกร่างกฎหมายใหม่ที่ทำร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในการบรรจุฐานความผิดนอมินี เป็นความผิดมูลฐาน และเปิดช่องให้ยึดทรัพย์ได้ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาคนต่างด้าวถือครองที่ดินได้ดีขึ้น.



