แม้ “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี จะบอกว่า กำลังคิดเรื่อง การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) และยังไม่ได้คุยกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หลังมีข่าว “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ เสนอให้ยึดคืน กระทรวงมหาดไทย มาให้อยู่ในความดูแลของพรรคเพื่อไทย (พท.) เพราะมองที่ผ่านมาผู้รับผิดชอบคือ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯ และรมว.มหาดไทยคนปัจจุบันทำงานไม่เต็มที่ แต่ล่าสุดมีโผหลุดออกมาว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกฯ และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จะขยับมาเป็น รมว.มหาดไทย ส่วนนายอนุทิน จะเป็นรองนายกฯ และรมว.ศึกษาธิการ โดยก่อนหน้านี้ พรรค ภท.ได้เจรจาต่อรองว่าหากนายอนุทินต้องพ้นจาก ตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ควรจะไปเป็น รมว.สาธารณสุขแทน ซึ่งพรรค พท.ยืนยันว่านายสมศักดิ์ เทพสุทิน ยังเหมาะสมกับ รมว.สาธารณสุข ทำให้นายอนุทินต้องไปดูแลกระทรวงศึกษาธิการในที่สุด โดยคาดว่า พรรค พท.จะต้องยอม เพิ่มโควตารัฐมนตรี ให้กับพรรค ภท.อีก 1 เก้าอี้ ทดแทนการเสียเก้าอี้ รมว.มหาดไทย ซึ่งเป็นกระทรวงใหญ่ ซึ่งคงต้องรอดูจะเป็นไปตามโผหรือไม่

โดยถูกมองว่า ข่าวถูกปล่อย มาจากพรรค พท.
ขณะที่ “พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ” รมว.ศึกษาธิการ ในฐานแกนนำพรรค ภท. ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย จะเข้ามานั่งเก้าอี้ รมว.ศึกษาธิการ ว่า ขออย่าตื่นตระหนก เรื่องการปรับ ครม.ต้อง ให้อำนาจนายกฯ เป็นผู้ตัดสินใจ โดยประเด็นของการปรับ ครม. ไม่ใช่เรื่องการปฏิวัติ ดังนั้นต้องมีการส่งสัญญาณมาให้ทราบก่อน ซึ่งขอให้ทุกคนมีสติ ในการเสพข้อมูล โดยขณะนี้ยังไม่ได้รับทราบ ข้อมูลอะไรทั้งสิ้น ส่วนจะมีการหารือกับนายอนุทินหรือไม่ เรื่องนี้ไม่ทราบ

จับท่าทีของแกนนำ ภท. ยังเชื่อว่า หากมีการปรับ ครม. ต้องหารือ พรรคร่วมรัฐบาล โดยยกว่าไม่ใช่เรื่องของการปฏิวัติ หรือการใช้อำนาจ เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดังนั้นต้องรอวัดใจ “พท.” จะใช้วิธีหักดิบ หรือขู่พรรค ภท. หากไม่ยอม จะปรับออกจากพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่

ส่วนอีกพรรคที่ถูกจับตามองคือ “รวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)” ที่มี “นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งทำหน้าที่รองนายกฯ และรมว.พลังงาน มี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม เลขาธิการพรรค ระยะหลังมีข่าวความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งนายพีระพันธ์ุยังมีปัญหาถูกตรวจสอบเรื่องคุณสมบัติการถือครองหุ้น และถูกตรวจสอบจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องการแจกถุงยังชีพ แต่ปัญหาสำคัญคือ นายพีระพันธ์ุมีปัญหาความขัดแย้งกับนายทุนที่มากบารมี จนถึงขั้นแยกทางกันเดิน และจะไปหนุนพรรคการเมืองชื่อ “โอกาสใหม่” ประกอบกับความเคลื่อนไหวของ “เสี่ยเฮ้ง” นายสุชาติ ชมกลิ่น สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค รทสช.ที่เดินสายไปพบกับสส.กลุ่มต่างๆ ทำให้มีข่าวว่า ต้องการ สร้างอำนาจต่อรอง ในพรรค และมีข่าวว่าอาจไปสังกัดพรรคโอกาสใหม่ หรือยึดพรรค รทสช. โดยขึ้นเป็นผู้นำพรรคเอง เพราะได้แรงหนุนจากนายทุนคนสำคัญ
อีกทั้งหาก “นายพีระพันธ์ุ” ไม่ยอมทิ้ง ตำแหน่งหัวหน้าพรรค และไม่ยอมส่งชื่อการปรับ ครม. ตามที่ “นายสุชาติ” เสนอ นายทุนคนสำคัญซึ่งสนิทสนมกับ “นายทักษิณ” อาจขอให้ปรับพรรค รทสช. เป็นฝ่ายค้าน และให้นายสุชาติซึ่งจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคโอกาสใหม่ พร้อมด้วย สมาชิกพรรค รทสช. อีกจำนวน 20 กว่าคน เสนอชื่อ บุคคลเป็นรัฐมนตรี โดยใช้โมเดล “พรรคกล้าธรรม (กธ.)” ช่วงที่แยกออกจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดย “นายสุชาติ” จะเป็น “รมว.อุตสาหกรรม” ขณะที่ “นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” ซึ่งเป็นบุคคลที่ นายทุนคนสำคัญ ไว้วางใจ จะเข้ามาทำหน้าที่ “รมว.พลังงาน” ส่วน “พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์” ยังจะนั่งที่เดิมเป็น “รมช.กลาโหม” ขณะที่ “นายเอกนัฏ” ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าว เมื่อถูกถามว่า มีกระแสข่าวบีบพรรครทสช.ไปเป็นฝ่ายค้าน หากนายพีระพันธุ์ไม่ลาออก จากการเป็นหัวหน้าพรรค โดยจะให้พรรคโอกาสใหม่เสนอโควตาแทน นายเอกนัฏ กล่าวว่า ไม่เห็นมีบีบอะไร เมื่อวาน (3 มิ.ย.) เจอ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ก็พูดคุยปกติ เรื่องนี้คนมีอำนาจมีนายกฯ คนเดียว

ส่วนที่อาคารแพทยสภา “นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์” แกนนำเสื้อหลากสี นำรายชื่อของแพทย์ และประชาชน ประกอบด้วย คณะแพทยศาสตร์จุฬาฯ รุ่น 16, 17, 22, 23, 26, 27, 28, 29, 32, 34, 35 คณะแพทยศาสตร์ศิริราช รุ่น 83, 87, 89, 68, 71 คณะแพทยศาสตร์รามาฯ รุ่น 14, 21, 24, 30, 39 อดีต สว. 72 คน ศิษย์เก่าจุฬารุ่นที่ 14 และรายชื่อที่ ดร.วิรังรอง ทัพพะรังสี ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศ และนิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 30 ได้เปิดให้ประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุนมติแพทยสภา กว่า 52,300 คน มายื่นต่อแพทยสภา เพื่อเป็นกำลังใจ ก่อนจะมีการประชุมเพื่อลงมติ กรณีที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา วีโต้คำสั่งแพทยสภา วันที่ 12 มิ.ย.นี้ พร้อมเสนอ 3 ข้อเรียกร้องคือ 1. ให้คณะกรรมการแพทยสภาทุกท่านเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพียง ไม่มอบหมายให้ผู้อื่นเข้าประชุม 2.ขอให้ไม่ลงมติ “งดออกเสียง” และ 3.ให้ลงมติลงโทษแพทย์ทั้ง 3 คน ตามมติเดิมของคณะกรรมการแพทยสภาเมื่อวันที่ 8 พ.ค.2568
นพ.ตุลย์ กล่าวว่า เชื่อมั่นใน กรรมการแพทยสภา ที่มาจากการเลือกตั้งทั้ง 35 คน และกรรมการโดยตำแหน่ง โดยเฉพาะคณะแพทย์ทั้ง 28 แห่ง จะสามารถ ฝ่าฟันกระแสกดดัน ได้อย่างแน่นอน เพราะเบื้องหลังคนเหล่านี้มีทั้งมีคณะแพทย์ นิสิตแพทย์ ที่หนุนหลังอยู่ ส่วนกรรมการโดยตำแหน่ง ที่เป็นข้าราชการประจำ เข้าใจว่าถูกผู้บังคับบัญชากดดันมา ซึ่งเป็นกลการเมือง แน่นอน พร้อมย้ำว่าในแพทยสภาไม่มีการเมือง ท่านจะบอกว่า งานเยอะและมักจะมอบหมายให้ผู้แทนเข้าร่วมประชุม แต่ขอเรียกร้องให้ท่านเข้าร่วมประชุมในวันที่ 12 มิ.ย. ประชาชนทั้งประเทศ กำลังจับตามองการประชุมครั้งสำคัญของแพทยสภาครั้งนี้ การที่เรามาสนับสนุนแพทยสภา เพราะเป็นการสนับสนุนข้อความที่ถูกต้อง ไม่ได้มีเนื้อหาทางการเมือง ตามที่คนที่อยู่ฟากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวหาว่าไม่เป็นกลาง

ก่อนหน้านั้น “นายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล” สว. ในฐานะ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) สาธารณสุข วุฒิสภา แถลงกรณีการวีโต้ของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ต่อ มติของแพทยสภา ภายใต้บทบาทสภานายกพิเศษ ว่า หากมีการแทรกแซง จากอำนาจภายนอก ย่อมเสี่ยงต่อการสั่นคลอนความเป็นอิสระ และทำลายความน่าเชื่อถือของ ระบบวิชาชีพแพทย์ และกระบวนการยุติธรรมอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพบทบาทขององค์กรวิชาชีพ ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง และร่วมกันรักษาความน่าเชื่อถือของระบบแพทยสภาไทยเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งประเทศ
ส่วน “นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย” สว. กล่าวว่า การประชุมของแพทยสภาที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 12 มิ.ย. ในฐานะแพทย์ ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการแพทยสภา ทุกท่าน กรุณาทำหน้าที่ของท่านอย่างเที่ยงธรรม ลงความเห็นอย่างไรก็ได้ที่เป็นมโนธรรมของท่าน อย่าพยายามหลีกเลี่ยงการประชุม
ต้องรอดูกรรมการแพทยสภา เป็นข้าราชการประจำ จะเข้าร่วมประชุมเพื่อลงมติ กรณีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะ สภานายกพิเศษ แห่งแพทยสภา วีโต้คำสั่งแพทยสภาหรือไม่ เพราะอาจถูกผู้บังคับบัญชากดดัน

ขณะที่ประเด็น พ.ร.บ.ธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่รัฐบาลพยายามผลักดัน โดยที่รัฐสภา มีการประชุม คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ วุฒิสภา ที่มี นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สว. ในฐานะประธาน กมธ. ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยได้เชิญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง มาให้ความเห็นนโยบาย เปิดสถานบันเทิงครบวงจร โดยนายอภิสิทธิ์ให้ข้อมูลต่อ กมธ.ว่า ขอยืนยันไม่สนับสนุน เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพนัน ทุกรัฐบาลที่มีการเสนอ เพราะการนำธุรกิจใต้ดินมาอยู่บนดิน ไม่สามารถลดกิจกรรม ที่ผิดกฎหมาย ได้มากนัก รู้สึกหงุดหงิดที่คนในรัฐบาลต่อว่า สถานบันเทิงครบวงจรคือกาสิโน เป็นการบิดเบือน เพราะจริงๆ สถานบันเทิงครบวงจร หลายแห่งในโลกไม่มีกาสิโน ทุกวันนี้เห็นการท่องเที่ยวที่ สร้างโดยมนุษย์ใหม่ๆ ตลอดเวลา โดยไม่ต้องพึ่งเงินทุนจากกาสิโน

“วันที่ผู้นำไทยไปเยือนจีน เป็นเรื่องแปลกที่ผู้นำจีนเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะจีนมีกฎหมายบอกว่า คนจีนไปเล่นการพนัน ที่ไหนก็ผิดกฎหมาย หมายความว่า จีนไม่สนับสนุน ให้คนจีนเล่นการพนันไม่ว่าจะที่ไหน เมื่อจีนมีท่าทีเช่นนี้ คงส่งสัญญาณโดยทั่วไป คือ ไม่สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวประเทศไทย ถ้ามีกาสิโน นักท่องเที่ยวจีนประมาณ 1 ใน 3 ของ นักท่องเที่ยวทั้งหมด ฉะนั้นถ้าจะคำนวณว่า กาสิโนดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้กี่คน ต้องหักลบกลบตรงนี้ด้วย คำถามคือจะคุ้มกันหรือไม่ เมื่อพูดถึงข้อดีหรือการป้องกันข้อเสียต่างๆ จะเอาทุกอย่างไม่ได้” อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าว

ถือเป็นความเห็นที่น่าสนใจ จีนไม่สนับสนุนให้ คนจีนเล่นการพนัน ดังนั้นหากประเทศไทยมีกาสิโน จะทำให้นักท่องเที่ยวจากจีนไม่เดินทางเข้ามา ท่องเที่ยวในบ้านเรา ซึ่งถ้าเป็นไปตามนั้น กระทบกับรายได้การท่องเที่ยวที่ประเทศไทยตั้งเป้าไว้แน่.
ทีมข่าวการเมือง



