พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที เปิดเผยว่า เอ็นทีอยู่ระหว่างดำเนินกระบวนการพิจารณาข้อเสนอจากหลายพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อร่วมมือในการฟื้นฟูธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โมบาย) และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ที่ปัจจุบันประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะธุรกิจโมบายที่เมื่อปี 66 ที่ผ่านมา ขาดทุนสูงถึงกว่า 4,000 ล้านบาท โดยได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาข้อเสนอที่ดีที่สุด โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน จากนั้นจะมีการขอให้เอกชนที่สนใจเข้ามาเสนอแผนต่างๆ จากนั้นจะมีการนำเสนอสู่บอร์ดของเอ็นทีต่อไป

“ขอยืนยันว่า การดำเนินงานครั้งนี้ ไม่ใช่การขายกิจการหรือโอนถ่ายพอร์ตลูกค้าอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ แต่เป็นการเปิดรับความร่วมมือในรูปแบบพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ที่จะเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพการบริหารจัดการของเอ็นที ในพื้นที่ที่องค์กรอาจมีข้อจำกัด เช่น การให้บริการที่ไม่ครอบคลุม การซ่อมบำรุงที่ล่าช้า หรือการบริหารทรัพยากรที่ไม่คุ้มทุน โดยได้มีข้อเสนอจากผู้เล่นรายใหญ่แล้วอย่างน้อย 3 กลุ่ม ได้แก่ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น และผู้ผลิตอุปกรณ์จากประเทศจีน โดยเอ็นทีพิจารณาอย่างละเอียด ทั้งในแง่ของตัวเลขทางการเงิน รูปแบบโมเดลการบริหารจัดการ และผลกระทบต่อพนักงาน โดยมีสหภาพแรงงานร่วมอยู่ในคณะทำงานดังกล่าวด้วย”

พ.อ.สรรพชัยย์ กล่าวต่อว่า ข้อเสนอจากแต่ละฝ่ายมีหลากหลายรูปแบบ อาทิ การให้พันธมิตรเข้ามาช่วยบริหารสินทรัพย์บางส่วน เช่น ระบบสาย เสาสัญญาณ หรืออุปกรณ์บรอดแบนด์ การทำตลาดในพื้นที่ที่เอ็นทีไม่สามารถดำเนินการเองได้ หรือแม้แต่การรับประกันจำนวนลูกค้าเดิม พร้อมขยายฐานลูกค้าใหม่ ซึ่งจะมีการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างกันแบบชัดเจน

สำหรับโมเดลที่เอไอเอสและทรูเสนอมานั้น มีลักษณะคล้าย “Active Sharing” หรือการแบ่งใช้ทรัพยากรร่วมในพื้นที่เดียวกัน เพื่อลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยไม่กระทบต่อการถือครองสิทธิหรือการให้บริการในนามเอ็นทีแต่อย่างใด ส่วนข้อเสนอจากจีนนั้น เน้นการบริหารจัดการด้านบรอดแบนด์และการตลาด โดยยืนยันว่ามีศักยภาพในการลดต้นทุนการผลิตและจัดซื้ออุปกรณ์ รวมถึงมีเครือข่ายรองรับในประเทศต้นทาง

ทั้งนี้ การหารือทั้งหมดอยู่ภายใต้แนวนโยบายของเอ็นทีที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ใช่ขายกิจการ โดยเฉพาะในประเด็นการโอนถ่ายพอร์ตลูกค้า ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ ทรัพย์สินโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ไม่สามารถจำหน่ายหรือโอนกรรมสิทธิ์ได้ การดำเนินงานจึงต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้มงวด และคำนึงถึงผลกระทบต่อบุคลากรภายในองค์กรเป็นสำคัญ

พ.อ.สรรพชัยย์ กล่าวว่า ด้านผลประกอบการของเอ็นทีล่าสุด ธุรกิจโมบายซึ่งถือเป็นเส้นเลือดหลักขององค์กร ยังคงเผชิญภาวะขาดทุนอย่างหนัก โดยในปี 66 ขาดทุนกว่า 4,000 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาสแรกของปี 2567 แม้จะดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงขาดทุนอยู่ในระดับ 20-30% จากปีก่อน โดยมีการปรับลดค่าใช้จ่ายด้านโรมมิ่ง และเลิกขายแพ็กเกจแบบอันลิมิตเพื่อควบคุมต้นทุน

ในขณะที่ธุรกิจบรอดแบนด์ แม้จะยังมีกำไรขั้นต้น แต่เมื่อรวมต้นทุนบุคลากรและค่าใช้จ่ายของหน่วยงานสนับสนุน เช่น ฝ่ายบัญชี กฎหมาย และไอที ส่งผลให้ภาพรวมของธุรกิจขาดทุนในระดับ 700-900 ล้านบาท จากรายได้รวมราว 2,000 ล้านบาท

ในส่วนของคลื่นความถี่สำหรับการให้บริการ 5G ขณะนี้เอ็นทีกำลังพิจารณาแนวทางให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐโดยไม่ต้องประมูลเชิงพาณิชย์ เช่น การใช้คลื่น 2100 MHz 2300 MHz และ 3500 MHz หรือคลื่นที่เดิมอยู่ในการดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะสามารถนำมาให้บริการในลักษณะเฉพาะกลุ่ม เช่น ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน เทเลเมดิซีน หรือการสื่อสารในภาวะภัยพิบัติ

ทั้งนี้ เอ็นทียืนยันว่า ได้จัดทำแผนโอนย้ายลูกค้าในระบบเดิมอย่างเป็นทางการและส่งให้ กสทช. แล้ว โดยปัจจุบันมีลูกค้าที่โอนย้ายสำเร็จกว่า 700,000 ราย ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการดำเนินการเปลี่ยนซิมหรือจัดหาอุปกรณ์ใหม่ให้รองรับระบบใหม่