ใครจะไปคิดว่าผลไม้ฉ่ำๆ หวานๆ อย่าง ‘ลิ้นจี่’ จะแฝงอันตรายร้ายแรงที่ทำเอาเกือบตายได้
จากรายงานของสื่อไต้หวัน CTWANT หญิงสาวชาวจีนในมณฑลกวางตุ้งคนหนึ่ง เกือบเอาชีวิตไม่รอด หลังเธอไปกินบุฟเฟ่ต์ และมีลิ้นจี่ของโปรดเสิร์ฟไม่อั้น เธอจึงกินไปกว่า 5 กิโลกรัม เกิดอาการเวียนหัว เลือดกำเดาไหล และถูกวินิจฉัยว่าเป็น ‘โรคลิ้นจี่’ (Lychee Disease) ซึ่งก็คือ “ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเฉียบพลัน” นั่นเอง!
“โรคลิ้นจี่” คืออะไร? ทำไมถึงอันตราย?
คุณหมอชาวจีนอธิบายว่า “โรคลิ้นจี่” คือภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ในเคสที่รุนแรงถึงขั้นทำลายระบบประสาทได้เลย
ในลิ้นจี่ มีสารสำคัญอย่าง ‘ไฮโปไกลซีน’ (Hypoglycin) และ ‘MCPG’ (Methylene Cyclopropyl Glycine) 2 ตัวการนี้จะเข้าไปรบกวนการสร้างน้ำตาลของร่างกาย และขัดขวางการเผาผลาญไขมัน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดดิ่งฮวบ! ส่งผลให้สมองขาดพลังงาน เกิดภาวะสมองเสื่อมเฉียบพลันได้
และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ… ลิ้นจี่ดิบ มีปริมาณสารไฮโปไกลซีนและ MCPG สูงกว่าลิ้นจี่สุกถึง 2-3 เท่า! ถ้าเผลอกินเข้าไปเยอะๆ โดยเฉพาะตอนท้องว่าง อาจเกิดอาการอาเจียน หมดสติ หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย

กินลิ้นจี่ยังไงให้ปลอดภัย ไม่เสี่ยงตาย?
ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำว่า:
- สำหรับผู้ใหญ่ ควรกินลิ้นจี่ประมาณ 10-15 ผลต่อครั้ง
- ห้ามกินตอนท้องว่างเด็ดขาด!
- ส่วนผู้ป่วยเบาหวาน ยิ่งต้องระวัง! ไม่ควรกินเกิน 5 ผล
ถ้ามีอาการผิดปกติต้องทำไง?
อาการไม่รุนแรง: รู้สึกวิงเวียน หน้ามืด ให้รีบหาน้ำหวาน หรือลูกอมกินทันที เพื่อเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด
อาการรุนแรง: หมดสติ หรืออาการแย่ลง รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที!
ที่มาและภาพ : insight korea, freepik



