บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF สานต่อโครงการพลังงานสะอาดเพื่อชุมชนภายใต้ชื่อ “Green Energy Green Network for THAIs” โดยมุ่งนำข้อมูลจากการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (Social Return on Investment – SROI) มาต่อยอดพัฒนา “บ้านดอยเวียง” อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นต้นแบบด้านพลังงานสะอาดและการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

‘ธนญ ตันติสุนทร’ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ GULF เปิดเผยว่า ในปี 2567 โครงการ Green Energy Green Network for THAIs ซึ่งดำเนินการร่วมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ได้ส่งมอบระบบโซลาร์เซลล์รวมกว่า 30 กิโลวัตต์ ให้แก่ 6 ชุมชนทั่วประเทศ ครอบคลุมประชากรราว 4,000 คน ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงไฟฟ้า การศึกษา ระบบสาธารณสุข และส่งเสริมอาชีพ นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง

จากการประเมิน SROI ในพื้นที่นำร่อง ได้แก่ บ้านดอกไม้สด และบ้านมอโก้โพคี อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ซึ่งได้รับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในศูนย์สุขภาพ โรงเรือนแปรรูปกาแฟ สถานีฐานโทรศัพท์ และระบบกรองน้ำ พบว่า ชาวบ้านมีรายได้จากการขายกาแฟเพิ่มขึ้น 30,000 – 170,000 บาทต่อครอบครัวต่อปี รวมถึงมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาออนไลน์ และบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน โดยผลตอบแทนทางสังคมที่เกิดขึ้นคิดเป็น 2.37 เท่าต่อการลงทุน 1 บาท สะท้อนถึงศักยภาพในการขยายผลโครงการต่อไป

สำหรับปี 2568 GULF ได้ขยายโครงการสู่พื้นที่ใหม่อีก 3 แห่ง ได้แก่ บ้านโป่งพัฒนา อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่, บ้านสะเนพ่อง อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และบ้านดอยเวียง โดยที่บ้านดอยเวียง GULF ได้ร่วมกับไทยคมและเอไอเอส ติดตั้งระบบโซลาร์ให้กับศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง พร้อมระบบดาวเทียมและเครือข่ายโทรศัพท์ เพื่อสนับสนุนการเรียนออนไลน์ นอกจากนี้ยังสนับสนุนการก่อสร้างโรงเรือนสีกาแฟ ติดตั้งระบบไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และจัดซื้อเครื่องสีกาแฟ เพื่อให้ชุมชนสามารถแปรรูปผลผลิตและสร้างแบรนด์กาแฟของตนเองได้

ด้าน ‘ยูเอละ จะอืด’ กรรมการหมู่บ้านและเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านดอยเวียง กล่าวว่า ชาวบ้านราว 70–80% มีอาชีพหลักคือการปลูกกาแฟ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่สูงประมาณ 1,400 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ทำให้กาแฟมีคุณภาพดี โดยใช้วิธีการปลูกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ควบคู่กับการอนุรักษ์ป่าในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเกษตรกรจำเป็นต้องขายกาแฟแบบผลเชอรี่ในราคาต่ำเพียง 25–30 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับราคาตลาดและพ่อค้าคนกลาง แต่เมื่อชุมชนมีโรงเรือนและเครื่องสีกาแฟที่ใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ ทำให้สามารถแปรรูปเป็นกาแฟกะลา ซึ่งมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 180 บาท ส่งผลให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีแผนรวบรวมรายได้ส่วนหนึ่งมาดูแลรักษาอุปกรณ์และระบบโซลาร์ให้ใช้งานได้ต่อเนื่อง พร้อมกับผลักดันให้หมู่บ้านมีแบรนด์กาแฟของตนเอง และดำเนินกิจกรรมควบคู่กับการอนุรักษ์ป่าโดยทำข้อตกลงร่วมกับท้องถิ่นในการดูแลผืนป่า

“ในระยะต่อไป GULF พร้อมส่งเสริมองค์ความรู้การผลิตกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและสร้างแบรนด์ชุมชนให้สามารถกำหนดราคาขายได้เอง เป็นการสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ขณะเดียวกัน GULF จะพัฒนาบ้านดอยเวียงให้เป็นต้นแบบ ‘ดอยเวียงโมเดล’ ที่ไม่ใช่เพียงส่งมอบพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล แต่ยังร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลรักษาป่าอย่างยั่งยืน” นายธนญ กล่าวย้ำ