เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก มีนัดไต่สวนคำร้องขอให้ศาลถอนประกันจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำ อทย.109/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 และนางจตุพร อุบลเลิศ หรือ “เจ๊อ้อย” เศรษฐีนีชาวไทย ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน

ต่อมาเวลา 13.30 น. ศาลได้อ่านคำสั่ง ระบุว่า พิเคราะห์ตามคำร้องและคำแถลงของคู่ความในวันนี้แล้ว เห็นว่า กรณียังไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งที่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว และเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1 ระหว่างอุทธรณ์ แต่เห็นสมควรกำหนดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์เพิ่มเติมให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือนำพยานหลักฐานในคดีออกมาวิจารณ์ในลักษณะลดทอนความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน เผยแพร่ต่อสาธารณชน หรือกระทำการใดอันอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาล เนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด

ส่วนที่ทนายโจทก์ร่วมขอให้ศาลไต่สวนกรณีจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานดูหมิ่นศาลหรือ ละเมิดอำนาจศาล เห็นว่า ความผิดฐานดูหมิ่นศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 เป็นคดีอาญาที่ต้องมีขั้นตอนการร้องทุกข์กล่าวโทษ สอบสวน ฟ้องร้อง และพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตามปกติ มิใช่ให้ศาลมาไต่สวนเอง สำหรับการลงโทษละเมิดอำนาจศาลนั้น เป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ ทั้งศาลมีหน้าที่และอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการหรือเครื่องมือบางอย่างสำหรับให้อำนาจศาลในการรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล และเพื่อควบคุมกระบวนพิจารณาคดีให้ดำเนินไปด้วยความสงบเรียบร้อย เป็นไปด้วยความเที่ยงธรรมและรวดเร็ว เพื่อให้ศาลปฏิบัติหน้าที่ได้โดยไม่ถูกรบกวนหรือถูกคุกคามจากอิทธิพลภายนอกจนกระทบต่อความเป็นอิสระในการอำนวยความยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าการใช้กฎหมายว่าด้วยละเมิดอำนาจศาลจะต้องใช้อย่างระมัดระวังและไม่ลุแก่อำนาจ เมื่อจำเลยที่ 1 แถลงว่าจะไม่กระทำการใดที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดอำนาจศาล และศาลได้กำหนดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวเพิ่มเติมแล้ว จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องไต่สวนหาข้อเท็จจริงตามคำร้อง ให้ยกคำร้องในส่วนนี้

ทั้งนี้ ศาลกำชับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดไว้อย่างเคร่งครัดระหว่างการปล่อยชั่วคราว มิฉะนั้นศาลจะพิจารณาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว

ภายหลัง นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” เดินออกจากศาลอาญา โดยมีสีหน้ายิ้มแย้มและชู 2 นิ้ว พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า ขอบคุณศาลและรองอธิบดีศาลอาญาที่มีความเมตตา ทำให้ตนเองได้กลับไปหาครอบครัว โดยยืนยันว่าพร้อมปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาล และจะไม่พูดพาดพิงหรือให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคดีในลักษณะที่กระทบต่อกระบวนการยุติธรรมอีก โดยจะขอสู้คดีในชั้นอุทธรณ์อย่างเดียว

ด้าน น.ส.อัจฉรา แสงขาว หรือ “ทนายปุย” กล่าวว่า พอใจต่อคำสั่งศาลในวันนี้ เนื่องจากศาลเห็นว่าคำร้องมีมูล และได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน รวมถึงการข่มขู่พยาน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการยุติธรรม พร้อมระบุว่าศาลได้ให้โอกาสจำเลยที่ 1 ในการปรับพฤติกรรม และย้ำให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด.