ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล ได้เขียนบทความ ผลการศึกษา:  อำนาจจำกัดของนายกรัฐมนตรีรักษาการ กับ ทางออกที่เป็นไปได้ โดยระบุว่า สถานะ “นายกรัฐมนตรีรักษาการ” ไม่ใช่เพียงตำแหน่งที่ถูกออกแบบไว้ในเชิงเทคนิคทางรัฐธรรมนูญ แต่สะท้อนจุดเปราะบางของโครงสร้างการเมืองไทย ซึ่งเมื่อเกิดสุญญากาศอำนาจ ก็เผยให้เห็นถึงความไม่พร้อมของระบบในการรับมือกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง

ในยามที่ประเทศไม่มีนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็ม แต่กลับมีภาระมากมายต้องเร่งตัดสินใจทั้งนโยบายเศรษฐกิจ ความมั่นคง การต่างประเทศ และความไว้วางใจจากประชาชน ซึ่งไม่อาจใช้ “สถานะรักษาการ” มารองรับภาระระดับประเทศได้อย่างมั่นคง ส่งผลให้ประชาชนมีปฏิกิริยาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก

1.กลุ่มที่วิตกกังวล มองว่ารัฐขาดทิศทาง
2.กลุ่มที่ไม่ไว้วางใจ หวั่นว่าอำนาจจะถูกใช้เพื่อรักษาอำนาจเก่า
3.กลุ่มที่เรียกร้องให้เดินหน้า ไม่ต้องการให้ประเทศวนเวียนอยู่กับกลไกการเมืองที่ไม่ตอบสนองประชาชน

แม้รัฐธรรมนูญจะระบุขอบเขตไว้กว้าง แต่ในทางปฏิบัติ นายกรัฐมนตรีรักษาการมักถูกจำกัดบทบาทจากความกลัวจะถูกตีความว่าล้ำเส้น ส่งผลให้ ประเทศเสี่ยงสูงต่อการติดหล่มทางการเมืองอย่างรุนแรง

ทางออกระยะสั้นที่เป็นไปได้
1.เร่งสร้างความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อคลี่คลายความคาราคาซัง และคืนความมั่นใจให้สังคม
2.ตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจหรือผู้นำคนกลางที่ได้รับฉันทามติ เพื่อประคับประคองประเทศผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองอย่างมั่นคง
3.ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศอย่างเปิดเผย

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา

มุมมองของพรรคการเมืองหลักในสมการนี้
พรรคภูมิใจไทย อาจผลักดันทางสายกลาง ใช้ความยืดหยุ่นทางการเมืองเพื่อคงบทบาทตัวแปรสมดุลในรัฐบาลใหม่ที่พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสสูงในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขยายฐานเสียงเพิ่มในภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้และภาคกลาง

พรรคประชาชน กำลังมาแรงจากกระแสประชาชน ต้องการเลือกตั้งใหม่เร็วที่สุด เพื่อเพิ่มที่นั่งและเป็นพรรคแกนนำอันดับต้น ๆ

พรรคเพื่อไทย เผชิญโจทย์ศรัทธา ต้องประคองสถานะผ่านวิกฤติ พร้อมยื้อเวลาเพื่อสร้างผลงานเด่นโดยไม่เสียฐานเสียงเดิมในภาคอีสานและภาคเหนือ

พรรครวมไทยสร้างชาติ เน้นบทบาทพิทักษ์เสถียรภาพรัฐ พยายามชูภาพผู้นำที่ต่อสู้กับสุญญากาศอำนาจ

ถึงเวลาปฏิรูป “ระบบสำรองของรัฐ”
“ความมั่นคงทางรัฐธรรมนูญและความมั่นคงของชาติ” เปรียบได้กับระบบความปลอดภัยที่ต้องมีจุดสำรองเสถียรเมื่อระบบหลักล่ม

หนึ่งในจุดเสี่ยงทางการเมืองไทยที่ยังไม่มี “ระบบสำรอง” ที่เหมาะสม ก็คือสถานะ “นายกรัฐมนตรีรักษาการ” ซึ่งเมื่อขาดความชัดเจนทางกฎหมาย ส่งผลให้มีการตีความแตกต่างกันไป อาจก่อให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจ และอาจกลายเป็น “ความท้าทาย” ทางการเมืองของสังคมไทยที่วนเวียน

ระบอบประชาธิปไตยที่ทำงานได้แท้จริงควรจะไม่คลุมเครือและไม่สะดุดเมื่อผู้นำหยุดทำงาน ต้องมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับภาวะไม่แน่นอน พร้อมทั้ง จำกัดอำนาจเพื่อไม่ให้ล้ำเส้น ไปสู่การใช้สถานะรักษาการเพื่อสืบทอดอำนาจโดยขาดฉันทามติ

ถึงเวลาแล้วหรือยัง…ที่เราจะมี “รัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่เพียงยึดโยงกับนิติธรรม แต่ยังยึดโยงกับความไว้วางใจของประชาชน” เพื่อให้กติกาใหม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนทั้งประเทศ ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง