ดูเหมือนได้ระลึกสมัย“บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างไรก็ไม่ทราบ ที่ปลายสมัยมาเถียงกันรัวๆ ว่า “ใครต้องทำหน้าที่รักษาองค์ประชุม” ฝ่ายเพื่อไทยกับก้าวไกล ฝ่ายค้านในครั้งนั้นบอกว่า เป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายรัฐบาลก็น้ำท่วมปากได้แต่พูดไปเรื่อย ว่า “เป็น สส.ขาดประชุม ทำงานไม่คุ้มภาษีประชาชน” พอมาวันนี้ก็เหมือนพรรคเพื่อไทยถูกย้อนศรคืนบ้าง มีคนเอาดิจิทัลฟุตพรินท์มาแซวเต็มไปหมด รวมถึงที่เคยไล่รัฐบาลประยุทธ์เรื่องแจกเงินด้วย
การเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านก็เริ่มเข้มข้นหลังจาก “นายกฯอิ๊งค์”น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย ในกรณีคลิปเสียงหลุดกับอังเคิล คาดว่า นักร้องคงมุ่งเล่นงานสองประเด็น คือ ไปเรียก “บิ๊กกุ้ง”พล.ท.บุญสิน พาดกลาง มท.ภ.2 เป็น“พวกเขา” แถมมีข้อเสนอไปยังฮุน เซ็น ประธานองคมนตรีกัมพูชา ทำนองว่า “อยากได้อะไรเดี๋ยวจัดให้” จนนายกฯอิ๊งค์โดนข้อหาตัวไทยใจเขมรไปเรียบร้อย
ข่าวลือมาถึงขั้นว่า “จะมีนายกฯเฉพาะกิจ หรือนายกฯแก้ไขวิกฤต” คือ ต้องเป็นนายกฯ ที่เข้ามาเพื่อผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณ จัดทำประชามติเรื่องแก้รัฐธรรมนูญให้เรียบร้อย จนถึงขั้นตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.) ได้ จากนั้นก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่า นายกฯอิ๊งค์ยังไม่สิ้นสภาพ ไม่ว่าจะลาออกหรือโดนคำสั่งศาลให้ขาดคุณธรรมจริยธรรมก็ตาม ดังนั้น ข่าวที่ออกมาก็เหมือนเป็นการ“โยนหินถามทาง” ว่า ถ้าเกิด“อุบัติเหตุ”จริง จะเอาแบบนี้หรือไม่
สภาพการเมือง สังคมแบบนี้ คงไม่ใช่เวลามาถกเถียงกันเรื่องของนักการเมืองแบ่งเค้ก แล้วสุดท้าย วนกลับมาที่“จะปฏิรูปการเมือง”ซึ่งเชื่อว่า คงเอียนกับคำนี้เต็มทน เพราะพูดมาตั้งแต่สมัยม็อบเสื้อแดง แต่ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้นมาสักอย่าง จะปฏิรูปก็ไปคุยกันใน ส.ส.ร. ปัญหาเกี่ยวกับการเมืองต้องแก้ไขในรัฐสภา ในขณะนี้บ้านเมืองยังไม่ติดล็อคเหมือนสมัยรัฐบาลปู น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจอะไรเหลือ ม็อบก็ไม่รู้จะเอาอะไร

เมื่อวันนี้ฝ่ายบริหารยังทำงานได้ ก็ต้องเดินหน้างานต่อเพื่อเรียกคะแนนนิยม เรื่องที่ทำให้คนไทยเห็นผลเร็วที่สุด คือการจัดการคอลเซนเตอร์ การแก้กฎระเบียบให้ธนาคารหรือค่ายมือถือต้องมีส่วนร่วมชดใช้ค่าเสียหายด้วย ซึ่งต้องระวังสองทิศ ทั้งฝั่งตะวันตก ชายแดนติดพม่า อย่าให้เกิดซ้ำอีก ส่วนทางฝั่งตะวันออกของไทยหรือเขมรก็ปิดด่านตัดน้ำตัดไฟฟ้าให้พ้นๆ ไป เพราะเห็นผู้นำประเทศนั้นเขาประกาศจะไม่ใช้อะไรที่เป็นของไทย ก็ช่วยสนอง
เอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ก็พักไว้ก่อนอย่างน้อยสักหกเดือน ไม่ให้มีกระแสต้านผสมกับเรื่องเขมร จะเอากฎหมายนิรโทษกรรมเข้าสภา ก็ดูให้ดีๆ ว่า อย่าให้ถูกโจมตีได้ว่าช่วยใครกลับบ้าน ข้าง“นายกฯอิ๊งค์”ไหนๆ ก็ไปนั่งกระทรวงวัฒนธรรม ลองติดตามข่าวดู ว่า คนเขมรเคลมศิลปะ วัฒนธรรม การแต่งกายของคนไทยไปเป็นของตัวเองเสียจนมั่วไปหมด เอารูปเก่าไทยมาแล้วเอาธงชาติตัวเองแปะหน้าด้านๆ จนทำให้เกิดสงครามหมั่นไส้กันในอินเทอร์เนต
รมว.วัฒนธรรม ก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องวัฒนธรรมไทยด้วย ทางตรงคือ หากประเทศเพื่อนบ้านนั่นจะเอาอะไรไปจดทะเบียนมรดกโลกอีก ( ล่าสุดมีข่าวเตรียมเคลมชุดไทยไปอ้างเป็นพิธีแต่งงานเขมร ) ก็ยับยั้งให้เป็นข่าว ในเมื่ออังเคิลไม่เคยเกรงใจจะเกรงใจกลับทำไม ทำสื่อ ทั้งอินเทอร์เน็ต หนัง หรือสิ่งพิมพ์ เพื่อเผยแพร่ความงามของศิลปวัฒนธรรมไทยย้ำความเป็นไทย เป็นการทำคะแนนไปอีกทาง คนไทยใช้อินเทอร์เนตมากจนกลายเป็นกระแส ที่บางเรื่องชี้นำทางสังคมได้
ทำงานให้ได้ชื่อว่า เป็นรัฐมนตรีที่ปลุกกระทรวงวัฒนธรรมเป็นกระทรวงเชิงเศรษฐกิจและอำนาจทางความคิดได้ เป็นโจทย์ที่นายกฯอิ๊งค์ในฐานะ รมว.วัฒนธรรมน่าจะทำโชว์ อย่าให้เป็น “กระทรวงโหล่เปรต” แบบที่บางคนเคยว่า.



