จากกรณี 7 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการตำรวจจราจรถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน จากเหตุการณ์ทำร้ายร่างกาย นายธนานพ เกิดศรี บุตรชายของ พ.ต.ท.ธนชัย เกิดศรี อดีต สว.กก.2 บก.ปทส. ได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 67

ความคืบหน้าวันที่ 9 ก.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานกำกับการสอบสวนคดีความผิดแห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ พร้อมด้วย นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการแจ้งข้อกล่าวหาแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรกลาง 7 ราย

โดย นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีการประชุมและลงมติร่วมกัน ซึ่งเป็นมติร่วมระหว่างพนักงานอัยการและเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ มีความเห็นตรงกันเนื่องด้วยพยานหลักฐานมีความเพียงพอในการดำเนินคดี จึงมีการเรียกผู้ต้องหามาแจ้งข้อกล่าวหาในวันนี้ ซึ่งข้อกล่าวหาในวันนี้ที่จะต้องแจ้ง คือ มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ เพราะเป็นอันตรายต่อกายและจิตใจ ซึ่งเราได้มีการตรวจสอบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสอบปากคำจักษุแพทย์ ผู้เกี่ยวข้องโดยตรงอย่างนักกายภาพบำบัด รวมไปถึงการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งก็ได้ผลการสอบสวนชัดเจนว่าเป็นอันตรายต่อกายและจิตใจ ซึ่งส่วนนี้เป็นหลักสำคัญของการพิจารณาความผิดตามมาตรา 5 นอกจากนี้ การกระทำดังกล่าว ยังถือเป็นการกระทำร่วมกันตามความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 เพราะเป็นการร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 ประกอบกับเรื่องนี้ผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ (ตำรวจ) จึงต้องดำเนินคดีตามมาตรา 172 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และยังมีมาตราที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพ ซึ่งก็คือการข่มขืนใจผู้อื่น ให้กระทำการใดหรือยอมกระทำการใด ได้แก่ มาตรา 309 มาตรา 310 และมาตรา 157 อย่างไรก็ดี อัตราโทษสูงสุดเป็นไปตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 5 โดยอัตราโทษสูงสุดคือ 15 ปี

นายวัชรินทร์ เผยอีกว่า สำหรับวันนี้ผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย เข้ารับทราบข้อกล่าวหากับคณะพนักงานสอบสวนครบทุกราย โดยการสอบสวนของเรานั้นค่อนข้างให้ความเป็นธรรมทั้งฝ่ายผู้เสียหายและผู้ต้องหา ซึ่งผู้ต้องหามีสิทธิจะให้การอย่างไรก็ได้ จะให้การปฏิเสธ แล้วอ้างพยานหลักฐานใดมา เราก็พร้อมที่จะดำเนินการสอบสวนให้ เพราะในขณะนี้ถือว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดตามที่มีการกล่าวหาแล้ว โดยผู้ถูกกล่าวหาสามารถชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาได้ในเวลา 7-15 วัน เนื่องจากสิ่งที่เรามีในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นพยานหลักฐาน พยานบุคคล ทั้งผู้เสียหายและน้องสาวของผู้เสียหายเองนั้น ซึ่งผู้เสียหายก็ถือเป็นประจักษ์พยานโดยตรงแล้ว และเรายังมีกล้องวงจรปิดค่อนข้างชัดเจนว่ามีใครทำอะไรบ้าง

“การแบ่งหน้าที่กันทำก็ถือว่าเป็นการร่วมกันกระทำแล้ว ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องลงไม้ลงมือร่วมกันหมด เพียงแต่ไปในที่จุดเกิดเหตุแล้วยืนอยู่โดยไม่ห้ามปราม ทั้งที่รู้ว่ามีคนถูกทำร้าย แบบนี้ทางกฎหมายถือว่าเป็นการร่วมกัน” นายวัชรินทร์ ระบุ

นายวัชรินทร์ เผยอีกว่า สำหรับกรอบระยะเวลา 2 สัปดาห์ ที่คณะพนักงานสอบสวนเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานั้น เราจะมีการสอบสวนให้ครบ และเมื่อเสร็จสิ้นการสอบสวนแล้ว คณะพนักงานสอบสวนจะมีการประชุมสรุปสำนวน และส่งให้พนักงานอัยการสำนักงานการสอบสวนตรวจทาน ก่อนทำความเห็นสั่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบต่อไป พร้อมยืนยันว่า วันนี้สำนวนการดำเนินการตั้งแต่แรก ถือว่ามีความรอบคอบครบถ้วน แต่เราก็ต้องให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะให้การ หรือการอ้างพยาน

นายวัชรินทร์ เผยด้วยว่า สำหรับความคืบหน้าในส่วนของคดีเป้รักผู้การเท่าไหร่ ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว โดยวานนี้ (8 ก.ค.) ทราบว่าทางพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 ได้มีการนัดมาสั่งฟ้องแล้ว แต่เนื่องด้วยมีผู้ต้องหาหลายราย จึงได้มีการเลื่อนคดี โดยอัยการคดีทุจริตฯ มีการเลื่อนไปเป็นวันที่ 31 ก.ค. นี้ หากมาครบทุกราย ก็จะได้มีการสั่งฟ้องไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ต่อไป

ขณะที่ นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เผยว่า สำหรับท่าทีของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 7 รายในวันนี้ ภาพรวมของแต่ละรายรับทราบเบื้องต้นอยู่แล้วจากกรณีที่ดีเอสไอได้มีการสอบสวน และในวันนี้ทุกคนค่อนข้างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มีการเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนตามนัดหมาย และมีการเตรียมทนายความส่วนตัว เชื่อว่าทุกคนมีความพร้อมที่จะเข้ามารับทราบข้อกล่าวหา และอาจจะมีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวนในส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ต้องหาเอง และหลังจากนี้หากผู้ต้องหามีประเด็นส่งเข้ามาให้เราสอบสวนเพิ่ม เราก็จะพิจารณาให้ครบถ้วน ก่อนที่จะสรุปสำนวนลงความเห็น ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทางผู้ต้องหายังไม่ได้เคยมีการร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาที่พนักงานสอบสวนแต่อย่างใด.