เกี่ยวกับกรณีเมื่อวันที่ 29 เม.ย.69 คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้มีมติให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็น 1 ใน 859 ผู้ต้องขังเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพักโทษกรณีทั่วไป และพ่วงเงื่อนไขติดกำไล EM จนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.69 ขณะที่นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย มีบันทึกของนายกสมาคมทนายความฯ กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะได้รับการพักโทษในวันที่ 11 พ.ค.69 โดยคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ เห็นว่าอดีตนายกฯ มีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กฎกระทรวงกำหนดสิทธิประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 แต่มีเงื่อนไขว่า อดีตนายกฯ จะต้องติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของการพักโทษ/คุมประพฤติ ซึ่งกรณีดังกล่าว แม้ว่าการติดกำไล EM เป็นหลักเกณฑ์ของการคุมประพฤติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยงกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี หรือจะไปก่อภยันอันตรายประการอื่นใด เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยของสังคม ซึ่งเหมาะที่จะใช้กับผู้ต้องหาหรือนักโทษในคดีอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกสูง และเกรงว่าจะออกมาก่อความผิดซ้ำอีก แต่ในกรณีอดีตนายกฯ จะเห็นได้ว่าตามพฤติการณ์ไม่มีเหตุที่จะต้องหลบหนี เนื่องจากคดีมีอัตราโทษตามคำพิพากษาจำคุกเพียง 1 ปี และได้รับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 คงเหลือเพียง 4 เดือน โดยการพักโทษ ประกอบกับเป็นผู้สูงอายุ 76 ปี มีโรคประจำตัว เมื่อพิเคราะห์ความหนักเบาของข้อหา ไม่มีเหตุที่จะออกมากระทำความผิดซ้ำ และข้อสำคัญการถูกดำเนินคดีนี้เกิดจากผลพวงของการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อปี 2549 อีกทั้งคดีดังกล่าวไม่ใช่คดีร้ายแรงที่เป็นภยันอันตรายต่อประชาชน ประกอบกับในอดีตเป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำประโยชน์และคุณงามความดีให้กับประเทศชาติจนเป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่มาโดยตลอด จากเหตุผลและข้อเท็จจริงดังกล่าว จะเห็นได้ว่ามติของคณะอนุกรรมการฯ อาจขัดกับหลักเจตนารมณ์ของกฎกระทรวงกำหนดสิทธิประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 ตามข้อ 44 เพราะคณะอนุกรรมการฯ มิได้นำพฤติการณ์แห่งคดี ระยะเวลาการคุมประพฤติ ความน่าเชื่อถือ และผลกระทบด้านความปลอดภัยมาประกอบการพิจารณาพักการลงโทษโดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งหากคณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาถึงหลักเกณฑ์อย่างเสมอภาคและยุติธรรมแล้ว ก็จะมีเหตุเชื่อได้ว่าอดีตนายกฯ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องติดกำไล EM ตลอดระยะเวลาการพักโทษแต่อย่างใด ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 9 พ.ค. “ทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์” ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม ว่า ภายหลังจากที่คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้มีมติโดยเห็นว่าอดีตนายกฯ มีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กฎกระทรวงกำหนดสิทธิประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ตลอดระยะเวลา 4 เดือน จนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.69 นั้น ถือเป็นมติถึงที่สุดแล้วจากการพิจารณาของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ เพราะคณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาจากข้อเท็จจริง พฤติการณ์ และคุณสมบัติของผู้ต้องขังตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนดไว้อย่างครบถ้วน มติของคณะอนุกรรมการฯ จึงไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่ง
แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า สำหรับกำหนดการติดกำไล EM ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร ทางเจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 จะเดินทางไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อติดกำไล EM ให้แก่อดีตนายกฯ และแจ้งขั้นตอนการใช้งานอุปกรณ์กำไล EM พร้อมดำเนินการเรื่องเอกสารต่าง ๆ ซึ่งเหตุที่เป็นเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 นั้น เนื่องจากเรือนจำกลางคลองเปรมอยู่ในพื้นที่เขตจตุจักร จึงอยู่ในเขตรับผิดชอบของสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 ส่วนการรายงานตัว รับทราบเงื่อนไข และหลักการปฏิบัติตนระหว่างการคุมประพฤติ 4 เดือนนั้น ภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ 11 พ.ค.69-13 พ.ค.69 นายทักษิณ จะต้องเดินทางไปรายงานตัวยังสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเขตบางพลัด สถานที่พักโทษ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ตามที่ผู้อุปการะของนายทักษิณได้แจ้งไว้ โดยนายทักษิณจะต้องไปรับทราบรายละเอียดทั้งหมด ทั้งนี้ เนื่องด้วยนายทักษิณเหลือระยะเวลาการคุมประพฤติเพียง 4 เดือน (จนถึงวันที่ 9 ก.ย.69) ดังนั้น การรายงานตัวจะเกิดขึ้นเดือนละครั้ง รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง หรือหากเป็นกรณี 2 เดือนต่อ 1 ครั้ง ก็จะเป็นไปตามที่เจ้าหน้าที่คุมประพฤติและผู้ถูกคุมประพฤติหารือกัน แต่อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปเมื่อครั้งการพักโทษกรณีมีเหตุพิเศษก่อนหน้านี้ พบว่านายทักษิณได้มีการรายงานตัวครบทุกครั้ง ไม่มีปัญหาใด ๆ
แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยด้วยว่า สำหรับนายทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นผู้ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษเป็นการทั่วไป ดังนั้น การติดกำไล EM จะต้องติดไปจนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.69 ซึ่งเป็นไปตามมติของคณะอนุกรรมการฯ ส่วนการขอปลดกำไล EM ระหว่างการคุมประพฤติ เนื่องจากปัญหาสุขภาพหรือเพื่อการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะกรณีต้องเข้าเครื่อง MRI (Magnetic Resonance Imaging) หรือการรักษาที่เกี่ยวข้องกับสนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุความเข้มสูงนั้น ตามขั้นตอนปกติ หากผู้ถูกคุมประพฤติจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาและกำไล EM เป็นอุปสรรค สามารถยื่นคำร้องขอปลดชั่วคราวได้ โดยต้องมีเอกสารรับรองจากแพทย์ และระบุเหตุผลความจำเป็นอย่างชัดเจน รวมถึงช่วงเวลาในการรักษา เพื่อเสนอให้เจ้าหน้าที่พิจารณา และเมื่อเสร็จสิ้นการรักษาก็สามารถกลับมาติดกำไล EM ได้ตามเดิม แต่หากเป็นกรณีเจ็บป่วยเรื้อรังหรือมีปัญหาสุขภาพรุนแรง ก็สามารถยื่นคำร้องขอปลดถาวรได้ โดยจะเป็นดุลพินิจของคณะอนุกรรมการฯ ว่าจะอนุญาตหรือไม่
แหล่งข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า สำหรับเงื่อนไขการห้ามกระทำการใด ๆ ระหว่างพักโทษคุมประพฤติ พบว่ามติของคณะอนุกรรมการฯ ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขพิเศษเพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่องการเมือง ยังคงเป็นเงื่อนไขปกติเหมือนผู้พักโทษรายอื่น ได้แก่ ต้องรายงานตัวตามกำหนด ห้ามออกนอกพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องประกอบอาชีพสุจริต ห้ามประพฤติตนเสื่อมเสีย ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติด อาวุธ หรือวัตถุระเบิด และต้องปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานคุมประพฤติอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ แหล่งข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม ยังระบุเพิ่มเติมว่า หากผู้ถูกคุมประพฤติมีคุณสมบัติตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษในโอกาสสำคัญ ก็อาจได้รับการพ้นโทษก่อนกำหนดได้ โดยกรมราชทัณฑ์จะเป็นผู้เสนอรายชื่อให้ศาลออกหมายปล่อย และประสานกับกรมคุมประพฤติตามขั้นตอน
ด้านทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งจากกรมคุมประพฤติว่าจะมีการติดกำไล EM เมื่อใด โดยจะรอความชัดเจนในวันที่ 11 พ.ค.69 หากเจ้าหน้าที่เดินทางมาเรือนจำเพื่อแจ้งเงื่อนไข ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนทั้งหมด ส่วนการรายงานตัวภายใน 3 วัน คือระหว่างวันที่ 11-13 พ.ค.69 จะดำเนินการตามกำหนดอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ มีรายงานว่า ในวันที่ 11 พ.ค.69 นายทักษิณ ชินวัตร จะเริ่มดำเนินการเอกสารภายในเรือนจำกลางคลองเปรมตั้งแต่เวลา 07.00 น. และจะออกจากแดนพยาบาลในเวลา 07.45 น. ก่อนยืนเคารพธงชาติในเวลา 08.00 น. โดยมีครอบครัวร่วมให้กำลังใจ ก่อนเดินทางออกจากเรือนจำไปยังบ้านจันทร์ส่องหล้า และทางเรือนจำจะยังคงเปิดให้บริการเยี่ยมญาติตามปกติ พร้อมจัดพื้นที่รองรับสื่อมวลชนและผู้ติดตามข่าวตามมาตรการความเรียบร้อย



