เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่สถานีดับเพลิงสุวรรณภูมิ พล.ต.ท.สุคณ พรหมายน ผบช.ทท. พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ อรัญวัฒน์ พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย พล.ต.ต.อภิชาต สุริบุญญา รอง ผบช.ทท. พ.ต.อ.รัฐพงศ์ แก้วยอด ผกก.คธม.บช.ทท. ร่วมกันแถลงผลการจับกุม จับกุมแก๊งสแกมเมอร์หลอกพาไปทำงานต่างประเทศ ประกอบด้วย น.ส.มัตติกา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 506/2564 และนายหัสดี (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 46 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 507/2564 ข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และฉ้อโกงประชาชน
การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจท่องเที่ยว กก.3 บก.ทท.1 ประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายขอให้ช่วยตรวจสอบเที่ยวบินที่ตนเองจะเดินทางไปทำงานที่ออสเตรเลีย พบว่าไม่มีการจองเที่ยวบินในชื่อผู้เสียหายแต่อย่างใด ทำให้ผู้เสียหายทราบว่าตนเองถูกหลอก โดยกลุ่มผู้ต้องหาจะแบ่งหน้าที่กันทำโดย น.ส.ณิศารัตน์ หัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์ ใช้เฟซบุ๊กที่เปลี่ยนชื่อและภาพโปรไฟล์ไปเรื่อยๆ โพสต์ข้อความเชิญชวนไปทำงานต่างประเทศ ในกลุ่มหางานต่างๆ
เมื่อมีเหยื่อติดต่อมาจะลบโพสต์ทิ้ง แล้วให้เหยื่อมาพูดคุยในไลน์ โดยมี น.ส.มัตติกา ทำหน้าที่เป็นหน้าม้าร่วมพูดคุยหลอกลวงด้วยว่าจะไปทำงานต่างประเทศเช่นเดียวกัน จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้ไปอ้างเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าเอกสาร ค่าวิ่งเต้น เมื่อกลุ่มผู้ต้องหาได้เงินจากผู้เสียหายแล้วก็จะตัดการติดต่อทุกช่องทางกับผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายส่วนใหญ่จะมีอายุเกิน 40 ปี ไม่สามารถขอไปทำงานต่างประเทศได้ตามช่องทางปกติ จึงหลงเชื่อกลุ่มผู้ต้องหาว่าสามารถวิ่งเต้นทำเอกสารให้ได้ โดยเสียค่าใช้จ่ายการเดินทางไปแล้วรวม 141,000 บาท แต่เมื่อถึงวันเดินทาง ผู้เสียได้เดินทางมาที่สนามบิน กลับพบว่าไม่มีการจองเที่ยวบิน จึงรู้ว่าถูกหลอก
ต่อมาเจ้าหน้าที่เร่งทำการสืบสวน รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย จนสามารถจับกุมทั้งคู่เอาไว้ได้ ส่วน น.ส.ณิศารัตน์ หัวหน้าขบวนการหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศและถูกจับกุมตัวเอาไว้ได้ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการขอนำตัวมาดำเนินคดีต่อไป รายอื่นได้ส่งตัวแทนกว่า 10 คน เข้าแจ้งความร้องว่าถูกกลุ่มนี้หลอกลวงเช่นเดียวกัน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 4 ล้านบาท จึงประสานไปยังท้องที่เกิดเหตุของผู้เสียหายแต่ละรายเพื่อดำเนินคดีต่อไป

พล.ต.ท.สุคุณ กล่าวต่อว่า อีกคดีจับกุม น.ส.ทิวาพร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาตามหมายศาลอาญาพระโขนง ที่ 580/2564 ลงวันที่ 10 พ.ย.64 ในความผิดฐาน ร่วมกันทุจริตหรือหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น
การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้กลุ่มผู้ต้องหาได้ใช้แอพพลิเคชั่นไลน์ ที่ชื่อ “Mogan Melissa” อ้างตัวเป็นชาวสหรัฐอเมริกา มีความสนิทสนมกับผู้ใหญ่รายหนึ่งที่ผู้เสียหายเคารพนับถือซึ่งทำงานอยู่ ซึ่งมีการติดต่อกันทางไลน์ ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.63 หญิงสาวที่ใช้ชื่อว่า “Mogan Melissa” ได้แจ้งว่าอีกประมาณ 2-3 วัน ผู้ใหญ่ที่ผู้เสียหายเคารพนับถือจะส่งสิ่งของสำคัญมาให้ ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.63 ผู้เสียหายได้รับโทรศัพท์จาก น.ส.ไก่ ซึ่งอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัท Premium World Cargo ว่ามีกล่องพัสดุส่งมาให้ผู้เสียหายอยู่ที่สนามบินดอนเมือง จะส่งให้ผู้เสียหายที่บ้าน แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่าน้ำหนักของเป็นเงิน 4.5 หมื่นบาท

ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินจำนวนดังกล่าวไป บัญชีธนาคารทหารไทย ชื่อบัญชี น.ส.สุนทรี ส่งศรีแจ้ง จากนั้น น.ส.ไก่ แจ้งว่าทางบริษัทได้สแกนกล่องพัสดุดังกล่าว พบว่าภายในกล่องมีเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจำนวนมาก คิดเป็นเงินไทยประมาณ 30 ล้านบาท ต้องจ่ายเงินเพื่อเป็นค่าประกันสินค้าเพิ่ม โดยถูกหลอกโอนเงินทั้งหมด จำนวน 9 ครั้ง เป็น 1,595,000 บาท จนกระทั่งเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.63 ผู้เสียหาย ยังไม่ได้รับพัสดุดังกล่าว จึงได้พยายามติดต่อ น.ส.ไก่ ทางโทรศัพท์แต่ไม่สามารถติดต่อได้ และได้ติดต่อหญิงที่อ้างว่าชื่อ Mogan Melissa ทางไลน์ ก็ไม่ได้เช่นกัน จึงรู้ตัว่าถูกหลอก และแจ้งความบสวน สน.พระโขนง จนกระทั่งตำรวจได้จับตัวกุมได้ในเวลาต่อมา
สอบสวน ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพโดยอ้างว่า ถูกอดีตสามีชาวไทยหลอกใช้ให้ไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็มให้ เบื้องต้นจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันทุจริตหรือหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และจะได้ทำการสืบสวนขยายผลต่อไป



