เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “นายไพศาล พืชมงคล” นักกฎหมายและอดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเเฟนเพจ “Paisal Puechmongkol” ได้แสดงความเห็นทางการเมืองถึงกรณี “นายกฯ แพทองธาร” จะไม่ลาออกในเดือนกรกฎาคมนี้ ขณะมีคนกลุ่มหนึ่งอ้างตนเป็นนักวิชาการ ออกมาเคลื่อนไหวกดดัน สร้างกระแสอย่างกว้างขวางว่า “นายกฯ แพทองธาร” จะต้องลาออกภายในเดือนกรกฎาคมนี้ และจะทำให้ประเทศไทยไปสู่ทางตัน จะต้องเลือกนายกรัฐมนตรีกันใหม่ โดย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” มีโอกาสจะกลับมาเป็นนายกฯ

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “นายกฯ แพทองธาร จะไม่ลาออกในเดือนกรกฎาคมนี้ ขณะนี้ได้มีคนกลุ่มหนึ่งอ้างตนเป็นนักวิชาการ ออกมาเคลื่อนไหวกดดัน สร้างกระแสอย่างกว้างขวางว่า “นายกฯ แพทองธาร” จะต้องลาออกภายในเดือนกรกฎาคมนี้ และจะทำให้ประเทศไทยไปสู่ทางตัน จะต้องเลือกนายกรัฐมนตรีกันใหม่ โดย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” มีโอกาสจะกลับมาเป็นนายกฯ”
การเคลื่อนไหวของผู้คนขบวนการนี้ มีวัตถุประสงค์ชัดเจน คือ ต้องการให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” องคมนตรี กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์บ้านเมืองว่า จะปั่นป่วนเสียหาย หรือจะเกิดวิกฤติอย่างไร ได้วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้วเห็นว่า “นายกฯ แพทองธาร” จะไม่ลาออกภายในเดือนกรกฎาคมนี้อย่างแน่นอน เหตุผลมีดังต่อไปนี้
1. การลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่วิสัยของพรรคเพื่อไทย นับตั้งแต่ตั้งพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน มาจนถึงพรรคเพื่อไทย ไม่มีคติหรือความคิด ที่จะยอมลาออกอย่างง่ายๆ เรียกว่าความคิดลาออกจากตำแหน่งนายกฯ นั้น ไม่มีอยู่ในสารบบความคิดของพรรคเพื่อไทยโดยเด็ดขาด ใครที่หวังว่าจะลาออก จึงเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ เท่านั้น
2. เหตุผลที่คะเนว่าจะต้องลาออก คือ อ้างว่านายกฯ แพทองธาร กลัวว่า ถ้าปล่อยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปตลอดชีวิต จึงต้องชิงลาออกเสียก่อน เพราะกรณีนี้เป็นเรื่องร้องกล่าวหาเรื่องผิดจริยธรรม ถึงแม้ลาออกศาลรัฐธรรมนูญก็ยังพิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต่อไปได้ การลาออกจึงไม่มีความหมายดังที่มาหลอกกันแต่ประการใด
3.ไม่มีเหตุอะไรที่นายกฯ แพทองธาร จะต้องกลัว ว่าจะถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนออกจากตำแหน่ง
“ขณะนี้กรณีที่เป็นข่าวเรื่องนี้เป็นเพียงข่าวข้างเดียว เป็นเรื่องกล่าวอ้างข้างเดียวของฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งฝ่ายผู้ถูกร้องยังไม่ได้พูด หรือชี้แจงแม้แต่คำเดียว จะด่วนฟังความข้างเดียวมาตัดสินคดีเอง ย่อมไม่สมควร เพราะยังไม่แน่นอนว่า นายกฯ แพทองธาร ทำอะไรผิดหรือไม่ การสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เป็นขั้นตอนหลังจากศาลรับเรื่อง และมีเหตุอันควรสงสัย คือ แทนที่จะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตามหลักกฎหมายทั่วไป แต่มาเขียนกฎหมายกลับหัวกลับหาง ในกรณีเป็นที่สงสัยจากการฟัง หรืออ่านคำร้องข้างเดียวดังนั้น การสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว จึงไม่ได้หมายความว่านายกแพทองธารได้ทำอะไรผิด”
“3 ความผิดฐานละเมิดจริยธรรมนั้น จะต้องมีการ “กระทำ” ถ้าแค่คิดหรือพูด ก็ไม่มีความผิดใดๆ ซึ่งเป็นไปตามหลักทั่วไป คือ การกระทำความผิดจะต้องเป็นการ “กระทำ” ถ้าเพียงแค่คิดในใจ หรือเพียงแค่การพูดไม่เป็นการกระทำ ความผิดเว้นแต่การพูดนั้นอยู่ในขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติว่า ผิดเช่นการพูดหมิ่นประมาทผู้อื่น หรือการพูดข่มขู่ผู้อื่น ซึ่งมีบทกฎหมายเฉพาะถือว่าเป็นการกระทำความผิด เป็นต้น”
“แล้วจะเป็นความผิดก็ต้องมีการ “กระทำ” เท่านั้น และเรื่องนี้นายกฯ แพทองธาร ยังไม่ได้ “กระทำ” อะไรเลย แค่พูดในคลิปเท่านั้น และความหมายในการพูดนั้นเป็นอย่างไร ก็ต้องฟังนายกฯ แพทองธาร เธอชี้แจงก่อนว่า มีความหมายในการพูดอย่างไร เพื่ออะไร และเป็นผลอย่างไร ซึ่งต้องฟังความทั้งสองข้าง และถ้าฟังทั้งสองข้างแล้ว ก็ต้องค่อยชั่งน้ำหนักกันดูว่า ทำผิดจริยธรรมหรือไม่”
อย่างไรก็ตาม “ในชั้นนี้จึงไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวแต่ประการใด แต่ที่น่าแปลกใจคือว่า ทำไมรัฐบาลจึงยังไม่ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ยังไม่ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นสิทธิที่จะทำได้ตามกฎหมาย”
ขอบคุณข้อมูล : Paisal Puechmongkol



