น่าจะเป็นรอยร้าวครั้งแรกของพรรคร่วมรัฐบาล หลัง “ภูมิใจไทย(ภท.)” ถอนชื่อจากการร่วมลงชื่อสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) ของพรรคเพื่อไทย (พท.) โดยเกรงว่าเนื้อหาจะขัดคำวินิจฉัยของศาล รธน. โดย “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภท. ยืนยันทุกอย่างได้หารือกัน ด้วยความเข้าใจกันดี ไม่มีปัญหาอะไรเลย ส่วนสัญญาณจาก “นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคพท. ให้ความเห็นถึงมติของพรรคภท. ว่า เป็นเอกสิทธิของสส. ที่จะทำได้ และเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ดีเข้าใจในความกังวล และตนเคารพซึ่งกันและกัน ทั้งนี้การถอนชื่อของพรรคภท. มีผลต่อการเดินหน้า และสิ่งที่ต้องทำหลังจากนี้ คือ สัปดาห์หน้าจะคุยกับพรรคภท. ถึงเหตุผล ความจำเป็น แนวความคิด ข้อห่วงใย ที่เป็นข้อสุ่มเสี่ยง เรื่องกฎหมายมีอย่างไรบ้าง และจะเดินหน้าต่อหรือไม่

“การแก้ไข รธน. สิ่งสำคัญ คือความร่วมมือร่วมใจ เรารู้อยู่ว่ากติกาในปัจจุบัน การลงมติแก้ไข รธน. ต้องมีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา และต้องได้เสียง 1 ใน 3 ของสว. ดังนั้นไม่ใช่แค่ สส. 30 คน แต่มีมากกว่านั้น ทั้งองคาพยพของพรรคแกนหลัก อย่างพรรคภท. เอง สว. ที่อาจอาจมีความคิดเห็นใกล้เคียงกัน เราต้องกลับมาทบทวนพิจารณาให้ถี่ถ้วน และใช้เวลาพูดคุยกันภายใน เพื่อให้ตกผลึกว่าจะดำเนินการอย่างไร” นายจุลพันธุ์ กล่าว

แต่ท่าที “นายชูศักดิ์ ศิรินิล” ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพท. ในฐานะผู้นำเสนอร่าง รธน.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ต่อรัฐสภาเพื่อนำไปสู่การจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ ร่างแก้ไข รธน. ของพรรคพท.ครั้งนี้กับครั้งก่อน ไม่ได้มีอะไรแตกต่างในสาระสำคัญ โดยร่างของพรรคพท.ให้มีสมาชิกสภาร่างรธน. (ส.ส.ร.) เลือกมาจากประชาชนเบื้องต้น แล้วให้รัฐสภามาเลือกอีกครั้งหนึ่ง ยืนยันว่ามิใช่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรงตามคำวินิจฉัยของศาล รธน. และยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยใดๆ ว่าทำแบบนี้ไม่ได้

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ทำใจลำบาก คือได้ขอความร่วมมือทุกพรรคการเมือง และส่งร่างให้ดูกันแล้วจนมีการแถลงต่อสื่อ ว่าจะยื่นประธานรัฐสภาในวันนี้ ก็มีเหตุการณ์ถอนชื่อกันขึ้น โดยมีเหตุผลว่าเป็นห่วงว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัย ซึ่งประเด็นว่าขัดต่อคำวินิจฉัย ก็คงจะไม่เกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะโอกาสที่ร่างของพท. ที่จะเป็นร่างหลัก นำไปพิจารณา คงจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน ร่างที่จะเป็นหลักจะเป็นร่างของพรรคภท.ที่มีเสียงมากสุด

“ส่วนตัวจึงเห็นว่าถ้าเสียง ที่มีอยู่พอเพียงถึงหนึ่งในห้า ก็ควรจะได้ยื่นร่างของพรรคพท.ต่อรัฐสภา เพื่อยืนยันในเจตนารมณ์ การมีส่วนร่วมของประชาชน ความตั้งใจของผม อยากเห็นเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ยื่นกันหลายๆ พรรค วิจารณ์ข้อดีข้อเสียกันให้ถึงที่สุด ผมคงจะดูว่าฝ่ายบริหารของพรรคจะเดินต่อไปอย่างไร” นายชูศักดิ์ กล่าว

รวมถึง “นายจาตุรนต์ ฉายแสง” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพท. ได้โพสต์ทางโซเชียลมีเดีย ถึงร่างแก้ รธน. ฉบับพท. ว่า รูปแบบวิธีการในการได้มาของ ส.ส.ร.ในร่างของพรรคพท. คืออันเดียวกันกับที่พรรคพท.เคยเสนอในครั้งก่อน และในระหว่างหาเสียงเลือกตั้งและการรณรงค์ประชามติ พรรคก็ยืนยันรูปแบบ วิธีการนี้มาตลอด ในร่างที่เตรียมเสนอคราวนี้ จึงยืนยันอย่างเดิม ตามที่ได้พูดกับประชาชนไว้ หวังว่าผู้บริหารพรรคพท.จะเข้าใจความสำคัญของเรื่องนี้ และช่วยชี้แจงให้พรรคภท.คลายความกังวลลงได้ และหวังว่าหากมีการนำเรื่องนี้มาหารือในที่ประชุม ส.ส.ของพรรคพท. ส.ส.ส่วนใหญ่จะช่วยกันรักษาเนื้อหาสาระที่มีความสำคัญอย่างมากนี้ไว้ ตามที่ได้พูดกับประชาชนไว้

ก่อนหน้านี้ ตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ หารือกันก็มีข้อสรุปว่า หากมีหลักการตรงกันในการแก้โดย รธน. เพื่อให้การจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ก็สามารถลงชื่อให้แก่กันและกันได้ ในขั้นตอนนี้จึงไม่ควรนำเอาสาระสำคัญในมาตราใด หรือข้อใดมาเป็นเหตุหรือข้ออ้าง ในการที่จะสนับสนุน หรือไม่สนับสนุนร่างใดร่างหนึ่ง เนื้อหาเหล่านี้ยังจะต้องที่จะพิจารณากันอีกในขั้นกรรมาธิการ(กมธ.) ในวาระที่สอง ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายแล้วจะออกมาอย่างไร จะไปด่วนสรุปว่าร่างใดขัด ต่อคำวินิจฉัยของ รธน. ย่อมไม่ถูกต้อง

ต้องรอดูบทสรุปของพรรคพท. เกี่ยวกับการนำเสนอร่างแก้ไข รธน. จะมีบทสรุปอย่างไร จะแก้ไขเนื้อหาที่มาของ ส.ส.ร. หรือไม่ เพราะถ้าไม่ปรับปรุงเนื้อหา หนทางที่จะไปได้ไปต่อ ก็คงไปต่อยาก เพราะต้องอาศัยเสียงของ สว. และพรรคร่วมรัฐบาลด้วย

ตั้งท่ามานาน ในที่สุดก็ได้ฤกษ์ซะที “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงข่าวยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภาตามรธน.มาตรา 236 ให้ส่งเรื่องต่อประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีตีตกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ในซุกหุ้นหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรธน.

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีพยานหลักฐาน แบ่งออกเป็น 4 ข้อกล่าวหา 1. กล่าวหาว่า ป.ป.ช.ใช้กระบวนการในการตรวจสอบโดยไม่ชอบ ไม่มีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในเชิงลึก ไม่ได้มีการไต่สวนหรือแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน ไม่ได้เรียกผู้ร้อง คือนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล มาให้ถ้อย และไม่ปรากฏว่ามีการตรวจสอบกรณีการทำนิติกรรมอำพราง หรือเส้นทางในการเงินตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยไต่สวนไว้ 2. ป.ป.ช.ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคดีนี้โดยมิชอบวินิจฉัยอย่างผิดพลาด อย่างชัดแจ้ง เช่น ป.ป.ช.วินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามไม่มีเจตนาจงใจในการยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ขัดแย้งกับที่ศาลรธน. 3. ป.ป.ช.จงใจปกปิด ไม่โปร่งใส เช่น ป.ป.ช. เพิกเฉย ไม่ตรวจสอบ ไม่ตอบสนองต่อคำขอจากผู้ร้อง คือนายปกรณ์วุฒิ และ 4.ป.ป.ช.จงใจละเว้น ละเลย ไม่ตรวจสอบมูลฐานความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

“ประธานรัฐสภาไม่ได้มีอำนาจในการวินิจฉัยว่า ป.ป.ช.ผิดหรือไม่ผิด แค่ใช้ดุลพินิจว่ามีอันควรสงสัยหรือไม่ ซึ่งในมุมของผม และเพื่อนสมาชิกที่มาร่วมลงชื่อกัน เชื่อว่าหลักฐานที่เราได้แนบมาในคำร้องนี้ ยืนยันแล้วว่ามีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอประธานรัฐสภาควรจะต้องส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาให้มีการตั้งคณะไต่สวนอิสระ มาดำเนินการ ตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด” นายณัฐพงษ์ กล่าว และว่า สัปดาห์หน้าจะแถลงลงรายละเอียดอื่นๆ อีกครั้ง

ด้าน “นายสาทิตย์” กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พรรคปชป. ได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. หลังจากที่พบประเด็นความขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่า บริษัทที่ศาลรธน.วินิจฉัยว่าเป็นของนายศักดิ์สยาม เข้าไปรับงานในกระทรวงคมนาคม โดยประเด็นดังกล่าวมีความขัดกัน ของผลประโยชน์อย่างชัดเจนแต่ ป.ป.ช. จงใจละเลย ไม่วินิจฉัย

น.ส.นันทนา กล่าวว่า ขอให้ประธานรัฐสภาเร่งรัดพิจารณา และส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ถูกครหา เรื่องระบอบสีน้ำเงิน แต่หากประธานรัฐสภาไม่ส่งคำร้อง ต้องตอบคำถามกับประชาชนทั้งประเทศว่าการที่ไม่ส่งนั้น เป็นไปตามคำครหานินทา เรื่องระบอบสีน้ำเงินหรือไม่

เมื่อถามว่า หากประธานสภาไม่ส่งศาลฎีกาจริง จะสอดรับกับสิ่งที่นายณัฐพงษ์ ระบุถึงระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ว่าใหญ่กว่าพรรคภท. นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ระบอบสีน้ำเงิน หมายถึงเครือข่ายทางการเมือง ที่มีอิทธิพล มีผลประโยชน์ต่างตอบแทนต่อกัน ทั้งในฝั่งการเมือง และในฝั่งเศรษฐกิจ ดังนั้นอยากให้สังคมช่วยกันวิเคราะห์ว่า ประธานรัฐสภาโดยเฉพาะพิจารณาคดีนี้ รวมถึงป.ป.ช. และนายศักดิ์สยาม มีความเกี่ยวพันกันอย่างไร เกี่ยวข้องกับระบบสีน้ำเงิน ที่ได้กล่าวไว้หรือไม่ สิ่งที่สังคมคาดหวัง การทำหน้าที่ของประธานรัฐสภา องค์กรอิสระ ทำหน้าที่ของตัวเอง อย่างตรงไปตรงมา เพราะบรรดาผู้มีอำนาจรัฐทั้งหลาย ส่วนใหญ่ อาจไม่ได้ใช้อำนาจรัฐ อย่างตรงไปตรงมาเท่าใดนัก แต่กำลังใช้อำนาจทางกฎหมาย ทำลายล้างฝั่งตรงข้ามปกป้องพวกพ้อง ทุกคนเห็นแล้วว่าประธานรัฐสภา มาจากพรรคการเมืองใด คุณศักดิ์สยามมาจากกลุ่มก้อนการเมืองไหน ให้สังคมช่วยตัดสิน ว่าการใช้ดุลพินิจครั้งนี้ของประธาน จะออกมาเป็นอย่างไรบ้าง

“นายโสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ ให้สัมภาษณ์กรณีผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ และพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นหนังสือร้องเรียน การปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช.ในคดีที่เกี่ยวข้องกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคมว่า “เขายังไม่ยื่นมา ยังตอบไม่ได้ ต้องรอเขายื่นมาก่อน” เมื่อถามว่า จะมีการพิจารณาเบื้องต้นหรือไม่ว่าจะมีการรับไว้ นายโสภณ กล่าวว่า เรื่องรับหนังสือต้องรับไว้อยู่แล้ว แต่ว่าให้เขายื่นมาก่อนแล้วค่อยดูในเนื้อหา

เรื่องนี้ถ้าส่งไปที่ศาลฎีกา คงต้องใช้เวลาสอบสวนพอสมควร ซึ่งบทสรุปที่ได้จะมีผลต่อการทำงานของป.ป.ช. รวมถึงองค์กรอิสระอื่น ในช่วงที่สังคมกำลังจับตามอง การให้ศาลฎีกามาวินิจฉัย จะช่วยหาคำตอบให้สังคม คลายข้อสงสัยกับเรื่องที่เกิดขึ้น.

“ทีมข่าวการเมือง”