“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า กรมท่าอากาศยาน (ทย.) ได้ลงนามสัญญาจ้างกิจการร่วมค้า ดีเอเอ ผู้รับจ้างโครงการก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ ท่าอากาศยานตรัง รายใหม่ วงเงินประมาณ 34 ล้านบาท ตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2568 และได้เริ่มซ่อมแซมอาคาร และทำงานส่วนที่เหลือแล้ว หลังจาก ทย. บอกเลิกสัญญาจ้างกับบริษัท พอร์ท แอนด์ มารีน คอร์ปอเรชั่น (พี.เอ.เอ็ม) ผู้รับจ้างโครงการฯ รายเดิม เนื่องจากไม่เข้ามาทำงานให้แล้วเสร็จ ขาดสภาพคล่องทางการเงิน จนไม่สามารถส่งมอบงานให้กับ ทย. ได้ตามกำหนด อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้งานก่อสร้างมีความคืบหน้าประมาณ 98.34% มีงานส่วนที่เหลืออีกประมาณ 1.66% ปัจจุบันงานก่อสร้างในส่วนที่เหลือมีความคืบหน้าประมาณ 25.58%

ผู้รับจ้างรายใหม่กำลังเร่งงานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ และเก็บรายละเอียดต่างๆ พร้อมทั้งซ่อมแซมงานบางส่วนที่ได้รับความเสียหาย และติดตั้งระบบต่างๆ อาทิ อาทิ ระบบลิฟต์ สะพานเทียบเครื่องบิน และระบบสายพานลำเลียงกระเป๋า ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค. 2568 เพื่อให้สามารถทดสอบระบบ และเร่งเปิดใช้อาคารหลังใหม่ ในส่วนของการให้บริการภายในประเทศให้ได้ก่อน โดยประมาณปลายเดือน ก.ค. 2568 จะมีการประเมินความพร้อมในภาพรวมอีกครั้ง หากไม่พบปัญหาใดจะเปิดให้บริการในส่วนแรกได้เลย จากนั้นจะเร่งงานก่อสร้างในส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จทั้งอาคาร เพื่อให้เปิดใช้บริการอาคารได้สมบูรณ์ ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศภายในสิ้นปี 2568

ขณะนี้ ทย. ได้ดำเนินการริบหลักประกันสัญญาจากบริษัท พอร์ท แอนด์ มารีน คอร์ปอเรชั่น (พี.เอ.เอ็ม) ผู้รับจ้างรายเดิม จำนวน 53.5 ล้านบาท ซึ่งธนาคารผู้ถือค้ำประกันสัญญาได้ส่งมอบให้ ทย. แล้ว ขณะเดียวกัน ทย. ก็ได้แจ้งชื่อเป็นผู้ทิ้งงานไปที่กรมบัญชีกลางด้วย โดยจะทำให้ไม่สามารถรับงานจากภาครัฐ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ได้อีก ทั้งนี้การว่าจ้างผู้รับจ้างรายใหม่ได้ใช้งบประมาณที่เหลือท้ายสัญญาผู้รับจ้างรายเก่าอีกประมาณ 34 ล้านบาท มาใช้ดำเนินการ

สำหรับอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ วงเงิน 1,070 ล้านบาท มีพื้นที่กว่า 3 หมื่นตารางเมตร (ตร.ม.) เมื่อเปิดให้บริการจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารของท่าอากาศยานตรังได้มากขึ้น จากเดิม 600 คนต่อชั่วโมง (ชม.) หรือ 1.7 ล้านคนต่อปี เป็น 1,200 คนต่อ ชม. หรือ 3.4 ล้านคนต่อปี และสามารถจอดรถยนต์ได้ 700 คัน นอกจากนี้ท่าอากาศยานตรังยังอยู่ระหว่างต่อเติมความยาวทางวิ่ง (รันเวย์) จาก 2,100 เมตร เป็น 2,990 เมตร พร้อมระบบไฟฟ้าสนามบิน และองค์ประกอบอื่นๆ วงเงิน 1,775 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปี 2571 จะช่วยทำให้ท่าอากาศยานตรังสามารถรองรับอากาศยานที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ อาทิ โบอิ้ง B747, โบอิ้ง B777 และแอร์บัส A330 ขนาด 300-400 ที่นั่ง สามารถบินตรงไปยังประเทศในแถบยุโรป และแถบเอเชียได้

ทั้งนี้ปัจจุบันท่าอากาศยานตรัง มี 3 สายการบินให้บริการ ได้แก่ สายการบินไทยแอร์เอเชีย, นกแอร์ และไทย ไลอ้อน แอร์ มีผู้โดยสารมาใช้บริการประมาณ 1,500-1,600 คนต่อวัน วันละประมาณ 10 เที่ยวบิน (ไป-กลับ) ยังไม่กลับมาเท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 เมื่อปี 62 ซึ่งมีผู้โดยสารกว่า 2,000 คนต่อวัน และมี 16 เที่ยวบินต่อวัน (ไป-กลับ).



