จากกรณีที่คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 7 ราย ซึ่งได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบกรณีเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.2567 ในฐานความผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 กระทั่งสามารถรวบรวมพยานหลักฐานออกหนังสือเชิญบรรดาสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และกลุ่มบุคคลภายนอกซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและเครือข่ายของพรรค เข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา รวมจำนวน 229 ราย อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน มีกรอบระยะเวลาในการทำสำนวน ก่อนสรุปสำนวน มีมติดำเนินคดี และเสนอสำนวนไปยังรองเลขาธิการ กกต. ที่ได้รับมอบหมาย ภายในวันที่ 17 ก.ค. 68 ตามที่มีการนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 17 ก.ค. มีรายงานความเคลื่อนไหวสำคัญภายในคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ว่า ภายหลังจากที่คณะอนุกรรมการฯ ได้มีการประชุมสรุปสำนวน ตรวจทานพยานหลักฐาน คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกกล่าวหาแล้วนั้น จึงได้มีมติลงความเห็นเสร็จสิ้นในช่วงค่ำของวันที่ 16 ก.ค. ดังนี้ คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 มีการสรุปสำนวนการไต่สวน และเสนอสำนวนพร้อมความเห็นดำเนินคดีไปยังรองเลขาธิการ กกต. ผู้ได้รับมอบหมาย โดยข้อกล่าวหาดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย ได้แก่ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตัวจริง จำนวน 138 ราย และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และเครือข่ายของพรรค จำนวน 91 ราย ประกอบด้วย มาตรา 70 ประกอบมาตรา 36 มาตรา 62 มาตรา 76 และ มาตรา 77 (1)

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ เล็งเห็นว่า ในส่วนของมาตรา 76 มีพฤติการณ์ระบุว่า “…กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมืองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ใดกระทำการโดยวิธีใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก…” , “…ผู้สมัครใดยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมืองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา…” ย่อมถือว่ามีพยานหลักฐานเชื่อได้ว่าเป็นการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม เมื่อประกอบการพิจารณากับกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 จะพบว่าพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดนั้น เข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 113 ซึ่งระบุว่า “…สมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใด ๆ…”

นอกจากนี้ มีรายงานด้วยว่า สำหรับฐานความผิดมาตรา 76 แห่ง พ.ร.ป.สว.61 และมาตรา 113 แห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ 60 ที่คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน มีมตินั้น หากสำนวนคดีฮั้ว สว. ถูกนำเสนอไปจนถึงชั้น 4 คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่มีนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน และคณะกรรมการ กกต. มีการพิจารณาชี้ขาดหรือสั่งการโดยพ้อง ข้อกล่าวหาเหล่านี้อาจนำไปสู่กระบวนการที่ กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคต่อไป

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในส่วนของความเคลื่อนไหวทางด้านกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งรับผิดชอบความผิดอาญาฐานอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. หรือคดีพิเศษที่ 24/2568 ซึ่งเน้นการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลภายในขบวนการจัดฮั้ว กระทั่งมีการออกหมายเรียกพยานมากกว่า 12 ราย ทยอยเข้าให้ปากคำชี้แจงกับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีการฟอกเงินทางอาญา เนื่องด้วยปรากฏเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับกระบวนการจัดฮั้ว สว. มีการโอนเงินในลักษณะเครือข่ายที่มีการจ้างผู้สมัครใน 3 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ลำพูน และหนองบัวลำภู รวมถึงยังพบเส้นทางการเงินที่เกี่ยวพันกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 24 จังหวัด โดยล่าสุด พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวน เพื่อหารือกรอบการสอบสวน ความคืบหน้าทางคดี และแนวทางการสอบปากคำพยานบุคคลเพิ่มเติม ณ ห้องประชุม ชั้น 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ กทม. ในเวลา 10.00 น.