เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) สรปุภาพรวมสถานการณ์โควิดประเทศไทยพบผู้ป่วยรายใหม่ 6,855 ราย, ยอดสะสมผู้ป่วย2,050,980 ราย, หายป่วยเพิ่ม 7,655 ราย, อยู่ระหว่างรักษาตัว 89,821 ราย, อาการหนัก 1,686 ราย, ใส่เครื่องช่วยหายใจ 397 ราย, เสียชีวิตเพิ่ม 51 ราย, ยอดเสียชีวิตสะสม 19,703 ราย
สำหรับจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯ 806 ราย, สงขลา 642 ราย, นครศรีธรรมราช 412 ราย, เชียงใหม่ 276 ราย, สุราษฎร์ธานี 233 ราย, สมุทรปราการ 227 ราย, ชลบุรี 223 ราย, ปัตตานี 222 ราย, ยะลา 169 ราย, ราชบุรี 142 ราย นอกจากนี้พบคลัสเตอร์ใหม่หลายแห่ง ได้แก่ คลัสเตอร์เรือนจำที่ จ.นครศรีธรรมราช นครราชสีมา ราชบุรี สงขลา กาญจนบุรี กรุงเทพฯ, คลัสเตอร์แคมป์งานก่อสร้างพบที่ จ.ลำปาง กาญจนบุรี และเขตบางพลัด กรุงเทพฯ ส่วนภาคอีสานพบคลัสเตอร์การระบาดในงานประเพณีต่างๆ ทั้งงานศพ งานกฐิน และยังมีการเล่นการพนัน เป็นต้น
พญ.อภิสมัย กล่าวว่าสำหรับจำนวนผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.-18 พ.ย.2564 มีทั้งสิ้น
87,655,274 โด๊ส แบ่งเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีน เข็มที่ 1 จำนวน 46,248,787 ราย, เข็มที่ 2 จำนวน 38,421,936 ราย, เข็มที่ 3 จำนวน 2,984,551 ราย ทั้งนี้ ศบค.ยังเป็นห่วงเรื่องการฉีดวัคซีนในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ที่เป้าหมาย 500,000 คน แต่ขณะนี้มีผู้ที่ฉีดวัคซีนร้อยละ 14 โดยมีรายงานถึงเหตุผลที่ไม่ไปฉีดวัคซีน เพราะกังวลผลข้างเคียงกับเด็กในท้อง ซึ่งสูตินรีแพทย์ย้ำมาตลอดว่าถ้าอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ สมควรฉีดวัคซีน ไม่เป็นอันตราย ขอให้ทุกพื้นที่เร่งประชาสัมพันธ์ เพราะมีการกระจายวัคซีนลงพื้นที่ต่างๆ 10 ล้านโด๊ส ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บริหารท้องถิ่นดำเนินการ หากในพื้นที่ห่างไกลที่ประชาชนไม่สามารถเดินทางไปฉีดได้ ขอให้ทางจังหวัดมีกลยุทธ์ชักชวน เช่น ที่ จ.เชียงใหม่ ปรับกลยุทธ์ให้ผู้นำชุมชนจัดทีมเดินเท้าตั้งจุดฉีดใกล้บ้าน รวมถึงทำความเข้าใจประชาชน.



