จากกรณีที่ “นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์” หรือน้องเมย เสียชีวิตปริศนาเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2560 หลังกลับเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ เพียงแค่ 1 วัน โดยแพทย์ระบุในใบรับรองการเสียชีวิตว่า เกิดจากหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน แต่คดีไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด จนกระทั่ง “แม่น้องเมย” ได้โพสต์ข้อความบีบน้ำตารอฟังคำพิพากษาคดีลูกชายอีกครั้ง และล่าสุดพ่อแม่ “น้องเมย” นักเรียนเตรียมทหาร ลุ้นฎีกาวันนี้ หลังเดินหน้าสู้หวังทวงศักดิ์ศรีลูกชายคืน นาน 8 ปี ปมเสียชีวิตปริศนาจากธำรงวินัย แฉยับ คู่กรณีอ้างให้เงิน 30 ล้าน แถมขออวัยวะภายในลูกมาบำเพ็ญกุศล แต่ดีเอ็นเอไม่ตรงกันอีก ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ซึ่งเป็นพี่สาวของ “น้องเมย” ได้ออกมาโพสต์ข้อความบีบหัวใจ เมื่อศาลชี้ว่าจำเลยผิดจริง แต่กลับได้รับโทษเบาและยังรับราชการต่อได้ ขณะที่น้องเมยต้องตายอย่างไร้สิทธิ พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบกองทัพและพิจารณาคดีอย่างโปร่งใส ยืนยันว่าครอบครัวยึดความจริง และต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของน้องจนถึงที่สุด

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “บันทึกจากพี่สาวถึงน้องชาย วันนี้ได้มีการออกนั่งอ่านฎีกา ณ ศาล มบท12 คดีทำร้ายร่างกาย น.ต.ท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ ส่วนที่ 1 ศาลสูงยื่นตามศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยมีความผิดจริงตามฟ้องโจทก์ แต่ให้รอการจำคุกไว้ เนื่องด้วยเป็นการกระทำความผิดครั้งแรก ประเด็นต่อมา คือ ลงในฐานความผิดอาญาลหุโทษ ทำให้จำเลยยังคงรับราชการเป็นตำรวจได้ต่อไป โดยที่ไม่ต้องออกจากราชการ แต่คนตายนั้นไม่มีสิทธิ แม้แต่ได้ดำรงชีวิตของตัวเองด้วยซ้ำ”

ส่วนที่ 2 น.ต.ท.ภคพงศ์ นายต้องปราศจากความผิดทั้งหมด รวมถึงข้อครหาว่าเพราะนาย “โกหก” จึงต้องไปโดนธำรงวินัย เอกสารที่แนบมานี้ ไม่ได้ถูกส่งประกอบเข้าไปในการฟ้องร้อง เพราะขอเอกสารจากต้นสังกัดเข้ามาในสำนวนไม่ทัน แต่ดิฉันอยากเอาออกมาเปิดเผยให้ทุกคนได้รับทราบโดยทั่วกัน ว่าเรื่องทั้งหมดที่เด็กชายคนหนึ่งต้องรับมันไว้เกิดมาจากจุดใด”

อีกทั้ง อยากให้ทุกคนได้อ่านมันไปพร้อมๆ กัน และสรุปเรื่องราวนี้ในใจของท่านเองว่าคิดเห็นอย่างไร
– เอกสารฉบับที่ 1 เป็นคำให้การของนักเรียนบังคับบัญชา ที่พาน้องเมยเดินลงมาด้วยกัน และมีการอนุญาตให้ใช้บันไดเจ้าปัญหาแล้ว
– เอกสารฉบับที่ 2 เป็นคำให้การของจำเลย ซึ่งเป็นนักเรียนบังคับบัญชาเช่นกัน

นอกจากนี้ โปรดตั้งใจอ่านแล้วจะเห็นจุดขัดแย้ง
ส่วนที่ 3 ความรู้สึกของพวกเราสามคน ในฐาน พ่อ แม่ และพี่สาว ของเด็กชายคนหนึ่ง เราทั้งสามคนต้องนั่งฟังคำให้การวนเวียนไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะว่าน้องเมยโกหกถึงได้รับผลเช่นนี้ ทุกปากที่มาขึ้นศาล หรือให้การกับตำรวจล้วนแล้วแต่ปรักปรำให้เด็กชายเป็นคนผิด ไม่ใช่แค่จากนักเรียนด้วยกัน แต่จากปากผู้ปกครองของเด็กอื่นๆ ก็ด้วย “ขี้โกหก” ทำให้ทุกคนต้องมาเสียชื่อเสียง โรงเรียนได้รับผลกระทบ ทำไมครอบครัวไม่ยอมทำใจยอมรับมันซะละ เพราะลูกแกนะมันเป็น “ขี้โกหก” วันนี้คุณทุกคนลองอ่านทุกตัวหนังสือเสียใหม่นะ ว่าเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นยังไง แล้วใครกันที่โกหก”

ส่วนที่ 4 ถึงผู้ปกครองส่วนมากก็ดี แต่ก็มีอีกส่วนที่รักโรงเรียนเสียยิ่งกว่าอะไร จนจับต้องไม่ได้ ฟังนะสิ่งที่ทำไปทั้งหมด มันจะไปกระทบกองทัพ โรงเรียน หรือ ปฏิรูปการเกณฑ์ทหาร มันก็ถูกต้องแล้วที่หน่วยงานพวกนี้ จะถูกตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอกอย่างโปร่งใส ถ้าให้ตรวจสอบกันเอง พวกคุณก็ให้การเข้าข้างกันแบบนี้แหละ เป็นนักเรียนยังขนาดนี้ เติบใหญ่จะเป็นขนาดไหน อย่างน้องเด็กชายที่ตายไป ได้สร้างแรงกระเพื่อมทิ้งไว้ ทำให้ระบบอะไรๆ มันดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา ก็มองข้อดีในตรงนี้กันบ้าง เพราะฉันรู้ว่ามันจริง

นอกจากนี้ ส่วนที่ 5 วันนี้เดินทางมาสุดสายปลายทางของคดีแรกแล้ว พวกเราทำสำเร็จแล้วนะเมย แต่ถึงมันจะไม่ได้รู้สึกว่ายุติธรรมมากพอ แต่มันก็สำเร็จแล้ว ฉันล้างมลทินทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้นายแล้ว ขอบคุณพ่อกับแม่ที่หัวใจแหลกสลายแค่ไหน แต่ก็แข็งแกร่งมากพอ ที่จะอยู่และทนรับความเจ็บปวดนี้ไว้”

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายนี้ฉันอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการพิจารณาความ
– อะไรที่เป็นอาญาทหารก็ให้ไปขึ้นศาลทหาร
– เหตุอะไรที่เกิดในกฎหมายอื่น ก็อยากให้ไปขึ้นศาลพลเรือน เพราะการพิจารณาคดีมันแตกต่างกันจริงๆ โกหกใครโกหกได้แต่ใจเราโกหกตัวเองไม่ได้ เพราะฉันยืนตามความจริงมาตลอด ฉันถึงแข็งแกร่ง ฉันถึงพูดออกมาโดยไม่เกรงกลัวใดๆ

ขอบคุณข้อมูล : พี่สาวของน้องเมย