เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 25 ก.ค. ที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ได้ต่อสายมาพูดคุยถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในฐานะประธานอาเซียน นายอันวาร์อยากเป็นตัวกลางเพื่อแก้ไขปัญหา และเห็นว่าปัญหาควรจะยุติจากการประทะหรือเผชิญหน้ากัน ซึ่งฝ่ายไทยไม่มีปัญหา แต่ขอให้ฝ่ายกัมพูชามีความชัดเจน เพราะที่ผ่านมา ไทยพยายามทำสิ่งนี้มาตลอดแต่ไม่เป็นผล สิ่งที่เกิดขึ้น ฝ่ายกัมพูชาเป็นคนยิงก่อน และถือเป็นเขตอธิปไตยของไทย ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันแล้วว่าไม่ให้ขึ้นปราสาทตาเมืองธม โดยเฉพาะทหารที่ประจำอยู่ ห้ามมีอาวุธติดตัว แต่ฝ่ายกัมพูชาขึ้นมาพร้อมอาวุธ ดังนั้นสถานการณ์เช่นนี้ต้องการความจริงใจ เพราะตลอดแนวชายแดน กัมพูชามีการยั่วยุ ไม่มีวินัย และส่งผลกระทบมาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลและกองทัพพยายามอดทนอดกลั้น ในการแก้ไขปัญหา ดังนั้นไทยจึงขอให้นายอันวาร์ ไปเคลียร์เรื่องนี้กับทางกัมพูชาให้มีความชัดเจนก่อน ว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะไม่เกิดซ้ำซากอีก ชัดเจนเมื่อไหร่แล้วค่อยมาคุยกัน
ทั้งนี้นายอันวาร์ ได้พูดคุยกับ พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก่อนที่จะโทรฯ มาหาตน ซึ่งตนก็ยอมรับในหลักการ แต่วิธีการจัดการ ขอให้กัมพูชาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีความจริงใจ เพราะไทยยึดถือหลักสันติมาโดยตลอด และเป็นฝ่ายขอเจรจามาตลอด แต่กัมพูชาไม่เคยสนใจ มีแต่ปล่อยให้ฝ่ายไทยยื่นเงื่อนไขอย่างเดียว แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจ และเห็นภาพชัดเจนเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้นั่งบัญชาการ พร้อมกางแผนที่ 1:50,000 ซึ่งเป็นแผนที่ที่ไทยใช้มาตลอด ทั้งที่กัมพูชาพูดเองว่าให้ยึดแผนที่ 1:200,000 ดังนั้นสิ่งที่สมเด็จฮุน เซน พูดมา ตนอยากให้สาธารณชนได้รู้ว่าสิ่งไหนเป็นข้อเท็จจริง อย่างกรณีเอาคลิปมาออกและโพสต์ในเฟซบุ๊กตัวเองชัดเจน แต่พอมีปัญหาเกิดขึ้น ก็บอกว่ามีการให้คนอื่นไปทำ ก็อย่างที่ตนตั้งคำถามว่าลักษณะผู้นำอย่างสมเด็จฮุน เซน จะเชื่อถือได้หรือไม่ เพราะขณะนี้สิ่งที่เกิดขึ้นฟ้องอยู่แล้วว่า ถ้ายึดมั่นในหลักการจริงๆ ต้องยิงเข้าสู่เป้าหมายทหาร ไม่ใช่เป้าพลเรือน จึงเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน
“ยืนยันว่า สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ไทยรับไม่ได้ กัมพูชาเปิดแนวรบทั้ง 4 แนวใน 4 จังหวัดอีสานใต้ของไทย มีเจตนาสร้างปัญหา ยิงเข้ามา ดังนั้นสิ่งที่ต้องประณามสมเด็จฮุน เซน และ พล.อ.ฮุน มาเนต อย่างรุนแรงและต้องรับผิดชอบก็คือ มีการยิงมาที่พลเรือน ไม่เข้าสู่เป้าหมายทางทหาร โดยเฉพาะระเบิดที่ลงร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมัน ซึ่งห่างจากถังน้ำมันใหญ่เพียง 40 ม. เท่านั้น ซึ่งหากมาโดนถังน้ำมันใหญ่ จะเกิดความเสียหายในพื้นที่พลเรือนเป็นอย่างมาก ถือว่าผิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรุนแรง ที่สำคัญยังยิงมาที่กลางโรงพยาบาลพนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่ง 2-3 เหตุการณ์ที่ผ่านมา ทำให้มีพลเรือนไทยเสียชีวิตรวมๆ 20 คนแล้ว และบาดเจ็บสาหัสอีกหลายคน”
นายภูมิธรรม กล่าวย้ำว่า เมื่อเจรจาแต่ในทางปฏิบัติไม่ได้หยุดยิงเลย ทั้งยังไปร้องว่าไทยเป็นผู้รุกรานก่อน และเปิดฉากยิงก่อน แต่สื่อมวลชนต่างประเทศกว่า 70 แห่ง ออกข่าวยืนยันว่า กัมพูชาเปิดฉากยิงก่อน ซึ่งตนมีตัวอย่างและพร้อมส่งให้สื่อมวลชน
ขณะเดียวกันฝั่งกัมพูชายังอ้างอิงฝ่ายเดียว ดังนั้นสิ่งที่กัมพูชาพูดเป็นการแสดงเจตจำนงที่จะรุกรานไทย และละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการทำลายพลเรือนที่ถือเป็นความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนค่อนข้างมาก ซึ่งมีรายละเอียดภาพถ่ายอย่างชัดเจน และมีเด็กเสียชีวิต
ส่วนเรื่องเวทีต่างประเทศขณะนี้ ตนได้เรียกนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ให้กลับประเทศไทยโดยด่วน เพื่อมาช่วยรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนายมาริษ ได้พบและพูดคุยกับเลขาธิการ UN และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยให้รายละเอียดและหลักฐานไปแล้ว
“สำหรับตัวผม ยังไม่เห็นท่าทีของกัมพูชา ที่จะรู้สึกว่าตัวเองทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้นต้องรับผิดชอบ” นายภูมิธรรม กล่าว
เมื่อถามว่า เรียกว่าเป็นอาชญากรรมสงครามได้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เห็นว่าขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจเกี่ยวข้อง ที่อยู่ในกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งก็เข้าข่ายการสร้างอาชญากรรม
นายภูมิธรรม กล่าวว่า สำหรับการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบเหตุตามแนวชายแดน ขณะนี้ไม่ติดปัญหาใดๆ ซึ่งการใช้งบในพื้นที่จากเดิมที่มีอยู่ 20 ล้านบาท ขึ้นเป็น 50 ล้านบาท และพื้นที่ใดประกาศประสบเหตุไทย-กัมพูชา จะเพิ่มเป็น 100 ล้านบาท รวมถึงจะมีการเยียวยาผู้เสียชีวิต เท่าที่ทราบเบื้องต้นจะขยายเงินเยียวยาสำหรับผู้เสียชีวิตเป็น 1 ล้านบาท ส่วนผู้บาดเจ็บต่างๆ ก็มีลักษณะที่ลดหลั่นกันไป โดยตนสั่งการไปยังรัฐมนตรีทุกคน ในการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งจะส่ง น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่จ.อุบลราชธานี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ไปที่ จ.ศรีสะเกษ เพื่อป้องกันข้อครหา ไปทำสิ่งที่ไม่ดีในระหว่างที่มีการหาเสียงการเลือกตั้งซ่อม ขณะที่นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ไปลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ และ น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ ดังนั้นยืนยันได้ว่า จะมีตัวแทนจากรัฐบาลไปเยี่ยมประชาชน และร่วมงานศพของผู้เสียชีวิต ซึ่งรัฐบาลจะทำทุกอย่าง เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด



