เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.ประชาธิปัตย์, นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี และนายสมชาย แสวงการ อดีต สว. เข้าร่วมรับฟังการไต่สวนคดีกรณี “นายทักษิณ ชินวัตร” เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจต่อเนื่อง 180 วัน

นายชาญชัย เปิดเผยว่า แพทยสภาให้การชัดเจนว่าเอกสารและข้อเท็จจริงทำให้เห็นว่านายทักษิณไม่ผิดในส่วนที่อ้าง แต่กลับเผยความจริงที่ว่าความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรมได้ปรากฏชัดขึ้น โดยคาดว่าคดีจะจบสิ้นในอีกไม่เกิน 10 วัน และหวังให้ศาลให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมยืนยันศาลได้ยกคำร้องของทนายความนายทักษิณที่กล่าวหาตนและ นพ.วรงค์ ไลฟ์สดในศาล ส่วนกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม จะเข้ามาให้ข้อมูลในนัดหน้า นายชาญชัยย้ำว่า “ไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาลับ และนายวิษณุอย่าสร้างเงื่อนไขเรื่องนี้เด็ดขาด”

นายแพทย์วรงค์ เสริมว่า การซักถามแพทยสภาในวันนี้ได้ข้อสรุปที่ “ตอกฝาโลงแล้ว” ว่านายทักษิณไม่ได้ป่วยหนักหรือวิกฤติถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล 180 วัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีโรคหัวใจขาดเลือดที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าไม่วิกฤติ การหอบที่ไม่มีการเอกซเรย์ปอด รวมถึงประเด็นนิ้วล็อกและเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด ซึ่งไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินที่ต้องผ่าตัดเร่งด่วน หรือต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลต่อเนื่องได้เช่นคนทั่วไป แม้จะมีหลายโรคแต่เป็นโรคเรื้อรังที่กินยาต่อเนื่องได้

นายแพทย์ตุลย์ กล่าวเสริมว่า จากการฟังพยานที่เป็นตัวแทนแพทยสภา สรุปได้ว่า “จบเห่” โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าราชทัณฑ์ได้จำคุกนายทักษิณตามหมายขังแล้วหรือไม่ เพราะหลักฐานใบคำสั่งแพทย์ชี้ว่าไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่ต้องส่งตัวมาโรงพยาบาลตำรวจ

ด้าน นายสมชาย เปิดเผยหลักฐานสำคัญเพิ่มเติม คือใบเสร็จรับเงินค่าห้อง 2,400,000 บาท ระบุว่าเป็นห้อง 1404 ไม่ใช่ 1407 ตามที่พยานกรมราชทัณฑ์เบิกความ และมีหลักฐานว่าห้อง 1407 มีคนอื่นพักอยู่จริงในเวลาดังกล่าว จึงเชื่อว่าพยานราชทัณฑ์ไม่น่าเชื่อถือ และ ป.ป.ช. ควรไต่สวนเจ้าหน้าที่ควบคุมทั้งหมด โดยนายสมชายทิ้งท้ายว่า หากนายทักษิณมีอิทธิพลทำให้เจ้าหน้าที่รัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ถือว่าเข้าข่ายเป็น “ตัวการร่วมหรือผู้สนับสนุน” ตามมาตรา 157 และไม่สามารถอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องได้.