จากกรณีกองทัพบกรับรายงานกำลังพลเสียชีวิตจากการสู้รบในวันที่ 28 ก.ค. 68 จำนวน 3 นาย ดังนี้ 1.จ่าสิบเอก ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 3, 2.จ่าสิบเอก อภิรมย์ ทรงพุฒิ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 และ 3.พลทหาร ธีรยุทธ กระจ่างทอง สังกัด กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 ทั้งนี้ กองทัพบกขอสดุดีแด่กำลังพลผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ และจะดูแลสิทธิและสวัสดิการแก่ครอบครัวและทายาทของทหารกล้าเหล่านี้ให้ดีที่สุด เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแห่งความเสียสละของท่านเหล่านี้ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. ถึงปัจจุบัน 6 วัน รวมกำลังพลเสียชีวิต 14 นาย อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทั้งแนวพื้นที่ภาคที่ 2 การใช้อาวุธสงบแล้ว ปัจจุบันเฝ้าระวัง ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 68 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์สดุดีและเชิดชูความเสียสละของทหารไทย ที่ยืนหยัดปกป้องแผ่นดินด้วยชีวิต แม้ต้องแลกด้วยความเจ็บปวด หรือการจากลาจากครอบครัว เพื่อให้คนไทยอยู่ใต้ธงชาติอย่างสงบปลอดภัย ผ่านเฟซบุ๊ก “ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte”

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “ลูกผู้ชายชื่อ “ทหารไทย” เมื่อเสียงปืนนัดแรกดังขึ้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา มันไม่ใช่แค่สัญญาณของการปะทะ แต่เป็นจังหวะที่หัวใจของทหารไทยทุกนาย ต้องตัดสินใจที่จะยืนหยัดต่อสู้ พร้อมคำมั่นสัญญาว่า “อธิปไตยไทยจะไม่ให้ใครแตะต้อง” แม้ต้องแลกด้วยชีวิต เมื่อแผ่นดินต้องเผชิญไฟสงคราม เมื่อชายแดนต้องถูกท้าทายด้วยอาวุธและแรงบีบคั้นจากกัมพูชา ผู้ที่ยืนหยัดอยู่แนวหน้าไม่ใช่ใครอื่น คือ ลูกหลานไทยในเครื่องแบบทหาร ผู้กล้าหาญที่ยืนหยัดปกป้องผืนแผ่นดินไทยด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของตนเอง เบื้องหลังความกล้าหาญนั้น คือ การจากบ้านโดยแทบไม่มีคำร่ำลา การทิ้งลูกเมียไว้ข้างหลัง เพื่อทำหน้าที่ในแนวหน้า”

อีกทั้ง “บางนายเพิ่งมีลูกน้อย บางคนเพิ่งแต่งงาน บางคนยังไม่ได้จูบลาลูก บางคนอาจพูดกับตัวเองว่า พ่ออาจไม่ได้กลับไปบอกลูกว่า ‘พ่อรักลูก’ แต่พ่ออยากให้ลูกภูมิใจว่า ‘พ่อรักแผ่นดินนี้จนยอมตาย’ บางนายเพิ่งโทรฯ กลับบ้านบอก “เดี๋ยววันแม่จะกลับไปกราบแม่ให้ได้นะครับ” แต่ไม่มีวันนั้นอีกแล้ว บางคน “ลูกยังไม่ทันเรียกพ่อ แต่พ่อกลับเลือกจับปืนแทนจับมือลูก” เสียงสะอื้นที่เงียบงันจากครอบครัวของทหารแนวหน้า คือ ราคาที่ชาติไทยจ่ายด้วยหัวใจของคนกล้า ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม พวกเขากลับเลือกอยู่แนวหน้า เพราะรู้ว่าถ้าพวกเขาไม่ยืนตรงนี้ คนไทยอีกหลายล้านคนจะไม่มีวันนอนหลับอย่างปลอดภัย”

อย่างไรก็ตาม “ทหารไทยผู้ไม่เคยร้องขอคำขอบคุณ ไม่หวังคำชม ไม่ต้องการชื่อเสียง สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องการ คือเห็นธงไตรรงค์โบกสะบัดอยู่เหนือแผ่นดินโดยไม่มีใครมาลบหลู่ ขอสดุดีทหารกล้าผู้เสียสละทุกท่าน เพื่อให้คนไทยได้อยู่ใต้ธงชาติอย่างสงบและภาคภูมิ เราจะไม่ลืมพวกเขา ไม่ลืมเลือดที่ซึมลงผืนดิน ไม่ลืมวีรกรรม ไม่ลืมคำมั่นว่า “แผ่นดินไทยนี้ จะไม่มีวันถูกเหยียบย่ำโดยใครหน้าไหน” ขอคำนับดวงวิญญาณของทหารไทยทุกนายที่ยอมเหน็ดเหนื่อย ยอมเจ็บ ยอมตาย เพื่อให้แผ่นดินไทยเป็นของลูกหลานไทยต่อไป ขอคารวะด้วยหัวใจ”

ขอบคุณข้อมูล : ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte