เมื่อวันที่ 30 ก.ค. นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ นายเดชาธร เชาว์เลขา ปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้สั่งการให้นายภูวริน บุญภูพันธ์ตันติ ป้องกันจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนายอานนท์ ไชยชาติ ผู้ช่วยป้องกันจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายใต้ปฏิบัติการ “กวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด” ตามนโยบายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร ต.บางพระครู อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านว่ามีการแพร่ระบาดของยาเสพติดเป็นจำนวนมาก โดยได้ข้อมูลจากการ Re-Xray ผู้ค้าและผู้เสพในพื้นที่

ขณะลงพื้นที่ตรวจสอบ ชาวบ้านได้พาเจ้าหน้าที่ไปชี้ที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งมีพฤติกรรมมั่วสุมเสพยาบ้าและนั่งดื่มเหล้ากันเป็นประจำ เจ้าหน้าที่จึงให้สายลับทำการล่อซื้อยาบ้าจำนวน 1,000 เม็ด เมื่อถึงเวลานัดหมาย นายพิชิต อายุ 54 ปี ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ขี่รถจักรยานยนต์มาเพียงคนเดียว จอดและนั่งอยู่ที่วงเหล้าหน้าบ้านหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น พบวัตถุต้องสงสัยห่อหุ้มด้วยกระดาษสีขาวอยู่ที่มือข้างขวา เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นยาบ้าจำนวน 1,000 เม็ด และยาไอซ์จำนวน 1 กรัม จึงยึดทั้งหมดไว้เป็นของกลาง ในระหว่างทำการจับกุม นายพิชิตได้พยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ โดยยื่นข้อเสนอให้เงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อแลกกับอิสรภาพ แต่เจ้าหน้าที่ไม่สนใจ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ทำการ Re-Xray ผู้ค้าและผู้เสพในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จนสามารถจับกุม นายไพรวัลย์ อายุ 35 ปี พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 55 เม็ด ได้ภายในซอยวัดวัง ต.บางระกำ อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายพร้อมยึดของกลางยาบ้าและยาไอซ์ จากนั้นได้แจ้งข้อกล่าวหานายพิชิต “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย” ส่วนนายไพรวัลย์ถูกแจ้งข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากทำบันทึกจับกุมเสร็จเรียบร้อย นายอานนท์ ไชยชาติ ผู้ช่วยป้องกันจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ปรับทัศนคตินายพิชิต เกี่ยวกับเรื่องที่พยายามติดสินบนเพื่อพ้นความผิด โดยกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองชุดจับกุมไม่มีนโยบายในการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อให้ผู้ต้องหาพ้นความผิด อีกทั้งสิ่งที่ทำยังเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายอีกด้วย แต่ถ้าหากให้การที่เป็นประโยชน์นำไปสู่การขยายผลและสามารถจับกุมผู้ต้องหายาเสพติดรายอื่นได้อีก ก็จะเป็นผลทางกฎหมายให้ได้รับโทษเบาลงได้ สำหรับครั้งนี้ก็ต้องรับโทษไป หลังพ้นโทษออกมาก็ขอให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีก