เมื่อเวลา 12.15 น. วันที่ 31 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุม ศบ.ทก. ว่า ที่ประชุมได้มีการติดตามสถานการณ์ตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา ซึ่งสถานภาพโดยรวมยังเป็นการตรึงกำลังทั้ง 2 ฝ่าย และที่ผ่านมาได้มีการตรวจพบการใช้โดรนของฝ่ายกัมพูชา อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมโดยรวมยังอยู่ในความสงบ

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ส่วนกรณีทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัว 20 นาย เป็นสาเหตุมาจากการยอมจำนนของฝ่ายกัมพูชา เนื่องจากกระสุนหมด ในพื้นที่ช่องซำแต อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยทั้ง 20 นายถูกส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย ด้วยความผิดฐานเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือมาอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ส่วนผู้ถูกควบคุมตัวที่ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ได้ถูกส่งเข้ารับการรักษาพยาบาล ที่โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน จ.สุรินทร์ โดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ในส่วนของสถานภาพผู้อพยพหรือผู้ลี้ภัยจากการปะทะ ในฝ่ายพลเรือน ยอดผู้เสียชีวิตทั้งหมด 14 ราย บาดเจ็บสาหัส 12 ราย บาดเจ็บปานกลาง 13 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อย 13 ราย รวมผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด 53 ราย ขณะนี้ ศบ.ทก.กำลังอยู่ระหว่างการเร่งบูรณาการด้านการสื่อสาร โดยเฉพาะการให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ ให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ถี่ถ้วน ในรูปแบบวันสต็อปเซอร์วิส เพื่อลดการเข้าใจผิดในข้อมูลข่าวสาร รวมถึงลดการบิดเบือนข้อมูลจากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งคาดว่าภายใน 1-2 วันนี้ จะมีความเป็นรูปธรรม

เมื่อถามถึงกรณีที่ภาครัฐมีการประกาศห้ามบินโดรน แต่เมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา ยังพบว่ามีโดรนบินอยู่ จะสามารถยิงสอยได้หรือไม่ พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า เรามีอุปกรณ์ Anti Drone อยู่ แต่ทั้งหมดอยู่ที่ว่าโดรนนั้นเป็นภัยแค่ไหน ทหารไม่ได้มีระบบ Anti Drone ทุกหน่วย ถือเป็นข้อจำกัด เพราะบางหน่วยอยู่ชายแดน ซึ่งเป็นพื้นที่ใหญ่ ก็ได้มีการตรวจพบว่าเป็นอันตราย ก็มีการรายงานเข้ามา ยืนยันว่าโดรนที่บินเข้ามา เป็นเพียงโดรนสังเกตการณ์ ถ่ายภาพและวิดีโอว่าเราตั้งกำลังอย่างไร ไม่ได้เป็นโดรนแบบมาทำลาย ย้ำว่าเป็นเพียงโดรนธรรมดา ไม่ได้ติดอาวุธ

ด้านนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า สำหรับการเชิญผู้ช่วยทูตทหาร คณะทูตและสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศไปสังเกตการณ์พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในวันที่ 1 ส.ค. ทั้งนี้เพื่อให้ข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่ดังกล่าวทราบแก่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง รวมถึงต่างประเทศด้วยนั้น กระทรวงการต่างประเทศจะนำคณะทูต และสื่อมวลชนต่างประเทศ จำนวน 22 สำนักข่าว ลงพื้นที่ร่วมกับคณะผู้ช่วยทูตทหารด้วย

นางมาระตี กล่าวว่า ในส่วนของสื่อต่างประเทศจะเป็นช่องทางสำคัญอย่างมาก ที่จะช่วยเผยแพร่ข้อเท็จจริงให้ประชาคมโลกรับทราบเกี่ยวกับการลงพื้นที่ในวันที่ 1 ส.ค. ทั้งนี้การลงพื้นที่ครั้งนี้ ฝ่ายไทยจะไม่สร้างภาพลวง จะไม่ให้ข่าวบิดเบือน กล่าวหาว่าฝ่ายกัมพูชาลักพาตัวทหารไทย อย่างที่ฝ่ายกัมพูชาได้กล่าวหาไทย แต่จะเน้นสื่อสารเชิงคุณภาพ สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งสิ่งที่คณะผู้ช่วยทูตทหาร คณะทูต และสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศจะได้เห็น และสามารถสื่อสารไปทั่วโลก คือความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาล โรงเรียน และสถานที่สาธารณะที่ฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มต้น และพุ่งเป้าโจมตีไปยังเป้าหมายที่ไม่ใช่ทางทหาร ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ละเมิดหลักการสิทธิมนุษยชน และละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก อีกทั้งมีผู้บริสุทธิ์ต้องอพยพไปศูนย์พักพิงประมาณ 1 แสนคน

ด้าน นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า อัตรากำลังของฝ่ายปกครองทั้ง อาสาสมัครชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้านประมาณหมื่นกว่าคนที่เข้าไปดูแลในพื้นที่ ทั้ง 7 จังหวัด 22 อำเภอ 13 ตำบล และ 335 หมู่บ้าน โดยการไปดูแลจุดตรวจ จุดสกัด รักษาทรัพย์สินของประชาชนที่อพยพไปอยู่ที่ศูนย์พักพิง และได้ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ขณะที่ความเสียหาย ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 มีประชาชนผู้ได้รับผลกระทบใน 7 จังหวัด 42 อำเภอ 321 ตำบล 3,884 หมู่บ้าน รวมทั้งสิ้น 278,506 ครัวเรือน 839,935 คน ผู้เสียชีวิต 16 ราย บาดเจ็บ 38 ราย โดยมีการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ 7 จังหวัด 36 อำเภอ 238 ตำบล 2,702 หมู่บ้าน ในส่วนศูนย์พักพิง ปัจจุบันมีการทยอยเข้าทยอยออกใน 733 ศูนย์ มีผู้ยังอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง 187,974 คน ซึ่งส่วนอื่นๆ บางท่านก็อาศัยอยู่บ้านญาติ บางท่านก็อยากจะกลับบ้าน เราจึงมอบหมายผู้ว่าราชการจังหวัดประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ได้พิจารณาแต่ละศูนย์ โดยเน้นเรื่องการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นหลัก

นายชำนาญวิทย์ กล่าวว่า สำหรับการเยียวยาช่วยเหลือ รัฐบาลได้เพิ่มวงเงินให้แต่ละจังหวัดในวงเงินทดรองจ่ายจังหวัดละ 100 ล้านบาท ในส่วนอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 100 ล้านบาท และวันนี้ได้มีการเร่งให้ทำการเบิกจ่ายโดยเฉพาะผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บให้เร่งเบิกจ่ายโดยเร็วทันที ขณะที่การสำรวจความเสียหายได้มีการสั่งการให้ทุกจังหวัดเร่งดำเนินการสำรวจ ชดเชย และเยียวยาประชาชนให้เป็นไปตามระเบียบโดยเร็ว ทั้งนี้ ส่วนของการเบิกจ่ายในภาครัฐได้มีการกำหนดพื้นที่บริจาคโดยให้บริจาคมาที่สำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนสิ่งของให้บริจาคไปที่ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด ส่วนจะเปิดและปิดรับบริจาคเมื่อไหร่ให้เป็นไปตามประกาศของแต่ละจังหวัด ขณะที่กรุงเทพมหานครได้ปิดรับบริจาคไปแล้ว เหลือแต่ที่ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ยังเปิดรับบริจาคอยู่ โดยเมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ ได้รับบริจาคจาก ปตท.ประมาณ 6 ล้านบาท และเมื่อ 12.30 น.ที่ผ่านมา ได้มีการปล่อยขบวนสิ่งของที่ได้รับบริจาคจากประชาชนในเขตกรุงเทพฯ ทยอยส่งไปยัง 7 จังหวัด ในพื้นที่ชายแดนกัมพูชา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศบ.ทก.ได้เปลี่ยนที่แถลงข่าวจากตึกนารีสโมสร เป็นตึกสันติไมตรี และมีการเปลี่ยนม็อตโตฉากหลัง จากเดิม “รอบคอบ รอบด้าน ใช้สติ อย่างสันติ” เป็น “รวมใจไทยเป็นหนึ่ง”