เมื่อวันที่ 2 ส.ค. กระทรวงการต่างประเทศ เผยแพร่คำชี้แจงกรณีการกล่าวอ้างของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา โดยระบุว่า ไทยขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามหนังสือจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) กัมพูชาถึงข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือโอเอชซีเอชอาร์ (OHCHR) ซึ่งหนังสือดังกล่าวให้ข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ดังนั้น ทางการไทยขอชี้แจงข้อมูลเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้ 1.เรื่องข้อตกลงหยุดยิง ไทยและกัมพูชาได้บรรลุความเข้าใจร่วมกันในการหารือระหว่างรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีไทย กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 ที่เมืองปุตราจายา ประเทศมาเลเซีย โดยให้หยุดยิงทันทีตั้งแต่เวลา 24.00 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) ของคืนวันที่ 28 ก.ค. 2568 อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เมื่อกองกำลังกัมพูชาได้โจมตีไทยด้วยอาวุธปืนขนาดเล็กและระเบิดมือในพื้นที่ภูมะเขือ จ. ศรีสะเกษ และยังคงโจมตีอย่างต่อเนื่องต่อไปจนถึงเช้าวันที่ 30 ก.ค.2568 กัมพูชาล้มเหลวในการปฏิบัติตามพันธกรณีในการเคารพข้อตกลงหยุดยิงโดยสุจริตใจ

2.การควบคุมตัวทหารกัมพูชา 20 นาย เกิดขึ้นระหว่างการสู้รบที่กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง อันเป็นผลจากการที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง มาตรการดังกล่าวดำเนินไปโดยสอดคล้องกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และไม่อาจถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหรือกฎหมายระหว่างประเทศ

3.ทหารกัมพูชาทั้ง 20 นายที่อยู่ในการควบคุมตัวของทางการไทย ได้รับการดูแลด้วยความเคารพและเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเมื่อวันที่ 1 ส.ค.2568 เชลยศึกกัมพูชา 2 นาย ซึ่ง 1 ราย ได้รับบาดเจ็บ และอีก 1 รายป่วยจิตเวชจากการสู้รบ ได้รับการส่งตัวกลับไปยังฝ่ายกัมพูชาแล้ว ตามหลักมนุษยธรรมที่ระบุในอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ.1949 และหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติด้านมนุษยธรรมที่มีมาตลอดของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ไอซีอาร์ซี) ทั้งนี้ ทหารกัมพูชาที่บาดเจ็บ 1 รายข้างต้น ได้รับบาดเจ็บที่แขนซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการสู้รบ ไม่ได้เกิดจากการทรมานโดยทางการไทยตามที่ถูกกล่าวหา ทั้งนี้ ทางการไทยได้ตรวจร่างกายและให้การดูแลรักษาในเบื้องต้นแก่บุคคลทั้ง 2 รายดังกล่าว และได้จัดทำข้อมูลผลการตรวจอย่างเป็นระบบเพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิง

ไทยพร้อมร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศในการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงได้เชิญผู้แทนจากไอซีอาร์ซี และสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเข้าเยี่ยมทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวด้วยแล้ว.