“ศึกนอก” สงครามระหว่างไทยและกัมพูชายังไม่มีวี่แววจะสงบศึก หลังฝันของ “ฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา และ “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ต้องการดึง 3 ปราสาท และ 1 พื้นที่ ประกอบด้วย ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาควาย และพื้นที่มอมเบย หรือสามเหลี่ยมมรกต เข้าสู่ศาลโลก
ตั้งเป้าหมายรุกล้ำอธิปไตยของประเทศไทย ซึ่งทุกองคาพยพของไทยต้องรับเหลี่ยมของเขมร ที่โกหกรายวัน ปั่นหัวคนไทย และหลอกลวงสายตาของชาวโลก
ขณะที่สถานการณ์ “ศึกใน” ก็ครุกรุ่นไม่แพ้กัน หลัง “คณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” ปักหมุดนัดชุมนุมวันที่ 2 ส.ค.ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หวังแสดงพลังปกป้องอธิปไตย และประท้วงขับไล่รัฐบาล “นายกฯอิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม
ขณะที่ก่อนหน้า “นายกฯอิ๊งค์” พยายามปัด บอกชนวนความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ต้นเหตุไม่ได้เกิดจาก “ตระกูลชินวัตร” แต่เป็นเพราะตัวเองไปปราบปรามคอลเซ็นเตอร์ พร้อมขอร้องให้คนไทยช่วงนี้ สามัคคีกันเพื่อต่อสู้กับภัยนอกประเทศก่อน
“จากสถานการณ์ตอนนี้ ตนสนับสนุนให้คนไทยมีความสามัคคีกันในชาติ วันนี้เราทะเลาะกันในประเทศถึงระดับหนึ่ง แต่วันนี้เราต้องรักกันและทะเลาะกับคนนอกประเทศก่อน ถ้าเหตุการณ์สงบสุขเมื่อไหร่ความขัดแย้งในระเทศยังรอได้แต่วันนี้รอไม่ได้แล้วที่เราทุกคนจะต้องร่วมมือกันจากทุกฝ่ายให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ตนเชื่ออย่างยิ่งว่า คนไทยรักกันเองมาก”
ปัญหา “ศึกภายใน” ไม่ได้มีแค่นั้น จะเห็นได้ว่าหลังเกิดเสียงปืนนัดแรกดังขึ้นที่ชายแดน “พรรคสีน้ำเงิน” เปิดพื้นที่สนามช้างอารีน่า บุรีรัมย์ เป็นศูนย์พักพิงผู้อพยพ ทำให้ได้ใจชาวบ้านอย่างมาก
ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” เดินเกมต่อ หลัง “อิ๊งค์” บอก “ชินวัตร” ไม่ช้ำ โดยวันที่ 26 ก.ค. ซึ่งตรงกับวันเกิด“นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ให้กำลังใจชาวบ้านที่อุบลราชธานี กลับถูกชาวบ้านตั้งคำถาม เป็นเพื่อนฮุน เซน ทำไมยิงคนไทย แถมตบท้ายด้วย สส.อุบลราชธานีชวนชาวบ้านชวนผู้อพยพในศูนย์พักพิงร้องเพลงอวยพรวันเกิดจนทำให้ถูกต่อว่าในโซเชียล
แม้กระทั่ง “นายกฯอิ๊งค์” ลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ ในวันที่ 27 ก.ค.ก็ถูกชาวบ้านต่อว่า รู้สึกเจ็บปวดกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับการโพสต์โซเชียลเผยพิกัดศูนย์อพยพ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องวุฒิภาวะ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเป็นเรื่องความปลอดภัยของทหารและประชาชน
รวมถึงแม้ “นายกฯอิ๊งค์” จะขึ้นเหนือไปจังหวัดน่านเพื่อช่วยเรื่องน้ำท่วม ก็ไม่แคล้วถูกแม่ค้าขายล็อตเตอรี่บุกเข้าไปต่อว่าอย่างดุเดือด ซึ่งทั้ง 3 เหตุการณ์ถูกชาวบ้านออกมาต่อว่า และตั้งคำถามในทำนองว่า ความสัมพันธ์ของ “ตระกูลชินวัตร” และ “ตระกูลฮุน” เป็นตัวการชักศึกเข้าบ้านจนเกิดการปะทะเดือดจนถึงเวลานี้
เช่นเดียวกับสถานการณ์การเมืองในประเทศระหว่าง “สีแดง” และ “สีน้ำเงิน” ที่ยังรบกันไม่เลิก เกมไล่ล่าและล้างแค้นก็ยังดำเนินต่อเนื่อง อย่างเช่น “คดีฮั้ว สว.” ที่ กกต.พิจารณาดำเนินผู้ถูกกล่าวหารวมทั้งสิ้น 229 คน แบ่งเป็น สว.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่จำนวน 138 คน และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยอีก 91 คน เพื่อให้ตัดสิทธิทางการเมืองและยุบพรรค
สอดรับกับ “ดีเอสไอ” เตรียมออกหมายเรียก “สว.” ในฐานความผิดอั่งยี่ และฟอกเงินเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ควบคู่กับใช้กลไก “กระทรวงมหาดไทย” ภายใต้การนำของ “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯและรมว.มหาดไทย เดินหน้าเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดงจำนวน 5 พันไร่ ซึ่งรวมถึงสนามฟุตบอล และสนามแข่งรถของผู้นำทางจิตวิญญาณค่ายน้ำเงิน
ขณะที่ “ฝ่ายภูมิใจไทย” ไม่ยอมถูกกระทำฝ่ายเดียว เปิดฉากเกมรุกในสภาทุกช่องทาง ตรวจสอบความล้มเหลวการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ภายหลังเกิดคลิปเสียง “อังเคิลกับหลาน” จนสุ่มเสี่ยงให้ประเทศไทยเสียดินแดน นำมาซึ่งการรบกันทั้ง 2 ประเทศจนเกิดความสูญเสีย และไม่มีท่าทีจะยุติ
รวมถึงเกมนิติสงครามผ่าน “สว.สีน้ำเงิน” ที่ยื่นเรื่องตรวจสอบ “แพทองธาร” ปมคลิปเสียงต่อศาลรัฐธรรมนูญซึ่งคาดว่าจะตัดสินภายในเดือน ก.ย.นี้ รวมถึงคดี ป.ป.ช.ที่รับเรื่องพิจารณาแล้ว อีกทั้งรอลุ้นคดี “นายใหญ่” ที่ศาลอาญาจะตัดสินคดี 112 ในวันที่ 22 ส.ค. และคดีชั้น 14 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินในวันที่ 9 ก.ย. ซึ่งล้วนแต่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาลอย่างแน่นอน ทั้งศึกนอก ศึกใน รุมเร้ารัฐบาลก็ต้องดูว่าจะมีจุดจบอย่างไร แต่ที่แน่ๆขอให้เอาเวลาช่วงนี้ดูแลและแก้ปัญหาให้กับประชาชนบ้าง



