เมื่อวันที่ 7 ส.ค. เวลา 18.00 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ เป็นประธานการประชุมผ่านระบบออนไลน์ ร่วมกับคณะเอกอัครราชทูตไทย ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตไทย และคณะผู้แทนถาวรไทยในต่างประเทศ จาก 70 ประเทศทั่วโลก และกรมต่างๆ เพื่อชี้แจงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา ที่ประเทศมาเลเซีย รวมทั้งมอบนโยบายและแนวทางในการดำเนินการของกระทรวงฯ และสำนักงานในต่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนดังกล่าวอย่างบูรณาการร่วมกัน
โดยนายมาริษ กล่าวถึงผลของการประชุมจีบีซี และข้อตกลงที่ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องร่วมกัน 13 ข้อ ว่า เป็นพัฒนาการ และก้าวสำคัญสำหรับการเจรจาการหยุดยิง บรรลุเป้าหมายที่ต้องการในเบื้องต้น ซึ่งต้องขอบคุณมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และจีน ณ ที่นี้ด้วย โดยกระทรวงการต่างประเทศพร้อมให้การสนับสนุนกระทรวงกลาโหมในการดำเนินการเจรจาต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาได้สนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงกลาโหม และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การเป็นฝ่ายเลขาฯ การร่างเพื่อเสนอกรอบข้อตกลง โดยหลังจากนี้ ไทยพร้อมเปิดรับการเจรจาทวิภาคีผ่านช่องทางทางการทูต เพื่อสนับสนุนภารกิจของกระทรวงกลาโหม ภายใต้เงื่อนไขว่าฝ่ายกัมพูชาเคารพและดำเนินการตามข้อตกลงของการเจรจาหยุดยิงต่อไป

รมว.ต่างประเทศ กล่าวอีกว่า ขอขอบคุณเอกอัครราชทูตไทยและกงสุลใหญ่ไทยที่ทำหน้าที่ชี้แจงข้อมูล และนำเสนอความจริงกับประเทศต่าง ๆ และองค์การระหว่างประเทศอย่างเข้มแข็งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตามนโยบาย และแนวทางของรัฐบาล ซึ่งกระทรวงฯ พร้อมสนับสนุนการดำเนินการของสถานเอกอัครราชทูตไทย และสถานกงสุลใหญ่ไทยทุกแห่งต่อไป
นายมาริษ กล่าวว่า ตนได้ย้ำในการบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้แก่คณะทูต และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศประจำประเทศไทยว่า ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา ไม่ได้เป็นสิ่งที่ไทยต้องการ และไทยไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้ แต่ในเมื่อฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากโจมตีไทยก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโจมตีเป้าหมายพลเรือน ซึ่งละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ไทยจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องดำเนินการตอบโต้ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และประเทศไทย ไม่เคยละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ไม่เคยเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน และรัฐบาลไทย ยังคงยึดมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเขตแดนกับกัมพูชาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ด้วยความจริงใจและสุจริตใจ และหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะตอบสนองในลักษณะเดียวกัน โดยขอให้เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยยังเดินหน้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับประเทศเจ้าภาพต่อไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเนื้อหาหลักสำคัญในการชี้แจงกับต่างประเทศ โดยความจริงจะชนะทุกสิ่ง อีกทั้ง ขอให้เอกอัครราชทูตไทย กงสุลใหญ่ไทย และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยในทั่วโลก ดำเนินการเชิงรุกในการเดินหน้าชี้แจงข้อเท็จจริง บนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์และพิสูจน์ได้ เพื่อย้ำความสุจริตใจ และความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และการเป็นประเทศที่มีความรับผิดชอบต่อประชาคมระหว่างประเทศด้วย

นายมาริษ กล่าวว่า ส่วนเรื่องข่าวปลอมซึ่งกัมพูชาดำเนินการอย่างเป็นระบบในทุกระดับนั้น ขอให้เอกอัครราชทูตไทย กงสุลใหญ่ไทย และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยในต่างประเทศทั่วโลก ติดตามข่าวสารในสื่อท้องถิ่น และเครือข่ายต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่าฝ่ายกัมพูชายุติการโจมตีด้วยข้อมูลที่บิดเบือนตามข้อตกลงแล้วหรือไม่ แล้วรายงานกลับมายังส่วนกลาง และหากยังมีการดำเนินการเช่นนั้นอยู่ จะได้เร่งชี้แจงฝ่ายต่าง ๆ อย่างทันท่วงที พร้อมเน้นย้ำให้ประชาคมโลก อย่าหลงเชื่อข่าวปลอมของฝ่ายกัมพูชาโดยไม่ตรวจสอบข้อมูลกับฝ่ายไทยก่อน
นายมาริษ กล่าวว่า นอกจากนี้ขอให้สถานเอกอัครราชทูตไทยและกงสุลใหญ่ไทยในประเทศที่มีชุมชนชาวกัมพูชาอยู่เป็นจำนวนมาก ติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเผยแพร่ข่าวเท็จที่จะกระทบกับภาพลักษณ์ของไทย และอาจจะเป็นการละเมิดข้อตกลงจากที่ประชุมจีบีซีด้วย สำหรับเวทีพหุภาคีต่าง ๆ ทั้งเวทีสหประชาชาติ อาเซียน UNESCO คณะกรรมกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และอื่น ๆ ขอให้เอกอัครราชทูตไทยและกงสุลใหญ่ไทย คงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ระดับต่าง ๆ และฝ่ายเลขานุการของกลไกนั้น ๆ เพื่อชี้แจงจุดยืนของไทยในเวทีโลก และกรอบสำคัญที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภายใต้อนุสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาท่าที ย้ำบทบาทที่สร้างสรรค์ และแสดงความยึดมั่นต่อพันธกรณีระหว่างประเทศของไทย

สำหรับประเด็นกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (ไอเอชแอล) นั้น นายมาริษ กล่าวว่า เป็นกรอบสำคัญที่สามารถแสดงให้ต่างชาติเห็นว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดกฎหมายและหลักสากล โดยไทยดำเนินการตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ โดยการประสานงานกับกองทัพบก ได้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของ ICRC ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและสังเกตการณ์สภาพความเป็นอยู่ของทหารกัมพูชา 18 คน ที่ยังคงถูกควบคุมตัวในฐานะเชลยศึก เพื่อยืนยันถึงความโปร่งใสของการดำเนินการของไทย และการปฏิบัติต่อเชลยศึกที่ยึดมั่นในหลักมนุษยธรรมภายใต้อนุสัญญาเจนีวาและกฎหมายระหว่างประเทศ
นายมาริษ กล่าวว่า ไทยยังคาดหวังให้ฝ่ายกัมพูชา ยึดมั่น และดำเนินการตามข้อตกลงอย่างจริงจังและจริงใจ ซึ่งไทยมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าเจรจา เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ ให้กลับมาเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะของประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน และของภูมิภาคอาเซียนโดยรวม



