สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ว่า เมื่อปี 2566 ศาลฎีกาของสหรัฐมีคำตัดสินว่า การให้มหาวิทยาลัยดำเนินการเชิงบวกโดยพิจารณาจากเชื้อชาติ “เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย” แต่ระบุว่า มหาวิทยาลัยสามารถพิจารณาประสบการณ์ด้านเชื้อชาติของผู้สมัคร ในการพิจารณาคัดเลือกได้
คำสั่งล่าสุดของทรัมป์ระบุว่า การขาดแคลนข้อมูลที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการพิจารณา “จดหมายแสดงความหลากหลาย” และจดหมายแนะนำตัวเกี่ยวกับประสบการณ์ด้านเชื้อชาติอื่น ๆ ยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวลว่า มีการพิจารณาเชื้อชาติในทางปฏิบัติจริงหรือไม่
Big changes to higher ed keep coming under @POTUS.
— Secretary Linda McMahon (@EDSecMcMahon) August 7, 2025
Universities must now report admissions data by race. Americans deserve to know if schools are admitting students based on skin color.
Under the Trump Admin, merit & excellence will define higher ed again.…
นับตั้งแต่กลับเข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐเป็นสมัยที่สอง เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ทรัมป์ใช้มาตรการ “เข้มข้น” กับมหาวิทยาลัยหลายแห่ง โดยกล่าวหาว่า สถาบันเหล่านี้เป็น “แหล่งเพาะพันธุ์. อุดมการณ์ต่อต้านแนวคิดอนุรักษนิยม ต่อต้านชาวยิว และความตื่นรู้ พร้อมทั้งยังออกคำสั่งฝ่ายบริหาร เพื่อยุติโครงการสนับสนุนความหลากหลาย ความเสมอภาค และความครอบคลุม หรือดีอีไอ ซึ่งทรัมป์มองว่า เป็นการเลือกปฏิบัติต่อคนขาว
ทรัมป์ระบุด้วยว่า ความโปร่งใสเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเปิดโปงการปฏิบัติที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการกำจัดลำดับชั้นทางเชื้อชาติออกจากสังคม โดยคำสั่งจะกำหนดให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ขยายการรายงานไปยังศูนย์สถิติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อสร้างความโปร่งใสที่เพียงพอเกี่ยวกับการรับสมัคร
ทั้งนี้ทั้งนั้น รายละเอียดเพิ่มเติมของข้อกำหนดจะมีการประกาศอีกครั้งในภายหลัง.
เครดิตภาพ : AFP



