เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ จ.สุรินทร์ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงการร่วมคณะของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ เพื่อติดตามสถานการณ์การปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา และการดำเนินการตามแผนปฏิบัติพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ว่า เป็นการมาเยี่ยมเยียนให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และเยี่ยมเยียนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ รวมถึงติดตามความคืบหน้าการประเมินความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้ประชาชนกลับบ้านได้ หลังผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญในการหยุดยิงที่จะนำไปสู่สันติภาพและความสงบสุขของชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะสันติภาพที่ยั่งยืน ต้องเริ่มจากการหยุดยิง และการแสดงความรับผิดชอบต่อการสูญเสีย

นายมาริษ กล่าวอีกว่า ได้ติดตามและรับฟังข้อมูลและข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นผลกระทบจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชาต่อพลเรือน และพื้นที่พลเรือนของไทย รวมทั้งการวางทุ่นระเบิดของกองทัพกัมพูชา ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา แม้มีข้อตกลงหยุดยิงแล้ว แต่ความเสียหายต่อพลเรือนได้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศยังเดินหน้าดำเนินการร้องเรียนต่อเวทีสหประชาชาติ และประชาคมโลก เกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศของกัมพูชา เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบ และความยุติธรรมต่อประชาชนไทยผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งทหารไทยที่ได้รับการสูญเสียและบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบกับระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้ในดินแดนของไทย ซึ่งเป็นการรุกล้ำอธิปไตยและบูรณภาพของประเทศ

รมว.การต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างการประสานงาน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การลงพื้นที่ของผู้แทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ไอซีอาร์ซี) ใน จ.สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 11-14 ส.ค. นี้ เพื่อเยี่ยมเยียนและสัมภาษณ์ประชาชนไทย รวมถึงติดตามสถานพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางเป้าหมายพลเรือนของกัมพูชา

“ประเทศไทยเคารพ และพร้อมปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงทั้ง 13 ข้อ ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญเพื่อนำไปสู่ความสงบสันติในภูมิภาค แต่ความสูญเสียต่อพลเรือนที่เกิดขึ้น เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องเกิดความรับผิดชอบ จึงต้องเดินหน้าการทำงานใน 2 ส่วนนี้คู่ขนานกันไป” นายมาริษ กล่าว.