การต่อสู้เรื่องเวนคืนที่ดินเขากระโดงก็ยังไม่จบง่ายๆ เพราะเป็นที่ที่ชาวบ้านอาศัยอยู่จำนวนมาก  และต่างอ้างว่า ได้เอกสารสิทธิจากกรมที่ดินถูกต้อง “โฆษกบรู๊ค” ดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่า เรื่องการเวนคืนที่ดินเขากระโดง  ไม่มีการกลั่นแกล้งทางการเมือง เพียงแต่พยายามใช้นิติรัฐ นิติธรรม และบังคับใช้กฎหมาย รัฐบาลไม่คิดจะไปทุบทำลายสิ่งปลูกสร้าง อาคารต่างๆ รวมทั้งบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่  

กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)  กำลังออกแบบแนวทางการแก้ไขปัญหา ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย สิ่งใดที่เอกชนดำเนินการไปแล้ว และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ทำให้คนในพื้นที่เป็นอยู่ที่ดีขึ้น (ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าหากเวนคืนได้ รฟท.จะให้เช่า )  

โฆษกบรู๊ค ยังกล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า “นายกฯ อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม จะลาออกก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีคลิปเสียงสนทนากับฮุน เซน ประธานองคมนตรีกัมพูชา ว่า ในพรรคเพื่อไทยไม่ได้พูดกัน  เมื่อถาม นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็บอกว่าไม่เคยคุยกัน หากศาลตัดสินไม่เป็นคุณ พรรคเพื่อไทยยังเหลือแคนดิเดตนายกฯ อีกหนึ่งคนคือ นายชัยเกษม นิติสิริ เรายังสามารถดำเนินนโยบายใช้งบประมาณต่อได้

“บังซุป” ศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เร่งรัดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินคดีโรงแป้งมันบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งมีชื่อ “รมต.ปุ๋ง” สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  และครอบครัวเป็นผู้ต้องหาด้วย หลังจากรับคดีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 และขอถาม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ว่าในการตรวจคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ได้ตรวจสอบหรือไม่ที่  น.ส.สุดาวรรณ ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ แต่ก็ยังคงนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ  หรือเพราะ น.ส.แพทองธารเห็นว่าการตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ยังไม่ถือว่า ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตจนเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง  

ขณะที่การต่อสู้เรื่องที่ดินเขากระโดง กำลังสู้กันเรื่องเอกสาร ซึ่งมีการอ้างถึงว่า รฟท.ไม่มีแผนที่แนบท้าย พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมรถไฟแผ่นดินจัดสร้าง พ.ศ. 2464  ว่าตรงไหนคือที่ของ รฟท. แต่กลับใช้แผนที่ยื่นต่อศาล ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2531 และปี พ.ศ. 2539 เป็นการจัดทำขึ้นตามมติที่ประชุมคณะกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัด  สันนิษฐานว่าน่าจะจัดทำขึ้นตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2539 เป็นมติในการประชุม แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรกลุ่มสมัชชาคนจนเมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2537   

นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีต รมช.มหาดไทย ซึ่งกำกับกรมที่ดิน  กล่าวถึงกรณีปัญหาที่ดินเขากระโดงว่า ในรายละเอียดศาลฎีกา ได้สั่งเฉพาะชาวบ้าน 35 ราย ที่ขอออกโฉนดและ รฟท.ได้ยื่นฟ้องคัดค้าน ไม่ได้สั่งว่า ที่ดินทั้งหมดเป็นของ รฟท. และศาลปกครองได้สั่งให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการ ปัญหาที่ดินเขากระโดงคือ พ.ร.ฎ.ไม่ได้กำหนดแนวเขตชัดเจน และ รฟท.ไม่ได้ชี้แนวเขตที่ชัดเจน กรมที่ดินจึงไม่สามารถดำเนินการเพิกถอนออกสารสิทธิได้ เพิกถอนเฉพาะชาวบ้าน 35 รายที่ศาลฎีกาสั่ง ส่วนอีก 900 กว่ารายไม่ได้มีการกำหนดแนวเขตที่ชัดเจน

“ที่ผ่านมากรมที่ดินได้ออกโฉนดให้ชาวบ้านตามขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าจะให้เพิกถอนต้องมีคำสั่งศาล  ที่ผ่านมามีอธิบดีกรมที่ดิน 2 คนขอย้ายตัวเอง เพราะไม่สามารถดำเนินการตามคำสั่งของฝ่ายการเมืองได้  ทราบว่า รฟท.ได้ดำเนินการฟ้องร้องให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ โดยให้ส่งให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องร้อง ซึ่งอัยการสูงสุดก็ยังไม่มีคำสั่งออกมา  อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ที่จะเข้ามาจะกล้าดำเนินการหรือไม่  กรณีที่ดินเขากระโดงกับที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์มีความแตกต่างกัน  เพราะที่ดินสนามกอล์ฟเป็นที่ดินมรดกที่ยกให้วัด และศาลฎีกาสั่งให้เป็นของวัด จึงต้องเพิกถอน ไม่ซับซ้อนเหมือนที่ดินเขากระโดง” นายนิพนธ์ กล่าว

ปิดท้ายด้วยเรื่องงบประมาณปี 69 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎระหว่างวันที่ 13-15 ส.ค. วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท   งบประมาณ ปี 2569 ที่ตั้งแต่ 3.78  ล้านล้านบาท กมธ. ปรับลดทั้งสิ้น รวม 8,920 ล้านบาท  กระทรวงและส่วนราชการที่ปรับลด สูงสุด 5 อันดับ ได้แก่  1.กระทรวงมหาดไทย ปรับลด 2,148 ล้านบาท สำหรับรายการที่ปรับลดส่วนใหญ่เป็นค่าครุภัณฑ์ ค่าที่ดิน สิ่งก่อสร้าง อาคารต่างๆ ของส่วนราชการ 2.หน่วยงานรัฐสภา 880 ล้านบาท  3.กระทรวงคมนาคม 795 ล้านบาท 4.กระทรวงสาธารณสุข 693 ล้านบาท 5.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)  459 ล้านบาท  กมธ. ได้จัดสรรให้ส่วนราชการตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอตามความเหมาะสม และจำเป็น รวม 8,690 ล้านบาท และจัดสรรให้หน่วยงานของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการ รวม 230 ล้านบาท

ส่วนราชการที่ได้งบเพิ่มเติม อาทิ  รัฐวิสาหกิจ ตั้งเพิ่มจำนวน 4,914 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้างงานโยธาตามสัญญาสัมปทานฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรม กทม.  งบกลาง ตั้งเพิ่มจำนวน 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น กรณีป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง ภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง และภารกิจจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ

เพิ่มงบให้แผนงานบุคลากรภาครัฐ 160 ล้านบาท อุดหนุนค่าใช้จ่ายบุคลากร 6 หน่วยงาน อาทิ  สำนักงานอัยการสุงสุด 78 ล้านบาท  สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 32 ล้านบาท  สำนักงานศาลปกครอง 27 ล้านบาท  สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) 13 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) 6.9 ล้านบาท

งบประมาณในส่วนของรายการเปลี่ยนแปลง อาทิ กระทรวงมหาดไทย  ปรับลดงบประมาณของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ลง 114 ล้านบาท และได้เติมให้กับ อปท.ได้แก่ เทศบาลเมืองโคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา 35 ล้านบาท  เทศบาลเมืองประโคนชัย อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ 21 ล้านบาท เทศบาลเมืองลำปลายมาศ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ 23 ล้านบาท  และ เทศบาลตำบลเขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา 33 ล้านบาท

“ทีมข่าวการเมือง”