วันที่ 11 ส.ค. นายอาริส ดาคาเนย์ นักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ธนาคารเอชเอสบีซี เปิดเผยว่า หลังจากสหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 19% ประเมินว่าอัตราภาษีตอบโต้นี้จะกระทบต่อการเติบโต 0.9% จากผลกระทบโดยตรงของภาษีนำเข้าไปยังสหรัฐ ที่สูงขึ้นที่ 19% โดยการเติบโตของเศรษฐกิจไทยตลอดปี 68 จะอยู่ที่ 1.7% แต่ความเสี่ยงด้านลบต่อการประมาณการนี้ ยังจำกัดเนื่องจากอัตราภาษีตอบโต้ทั่วภูมิภาคไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้มีการทดแทนกันระหว่างสินค้าจากตลาดเกิดใหม่ในอาเซียน
ทั้งนี้ ไม่เชื่อว่าสินค้าสหรัฐ จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดภายในประเทศของไทย ภายหลังจากไทยเปิดตลาดให้สหรัฐ เนื่องจากสินค้าสหรัฐ ที่นำเข้ามายังไทยส่วนใหญ่อยู่ในกล่มธุรกิจพลังงานและสินค้าประเภทปัจจัยการผลิตชั้นสูง ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยไม่ผลิตอยู่แล้ว นอกจากนั้น ข้อมูลยังแสดงว่าไทยจัดหาสินค้านำเข้าส่วนใหญ่จากจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งหากตัดสินค้าในกลุ่มพลังงานออกไป จะพบว่าไทยนำเข้าสินค้าจากจีนแผ่นดินใหญ่มากกว่าจากสหรัฐฯ ถึงสี่เท่า และคาดว่าข้อจำกัดการนำเข้าชิปชั้นสูงโดยสหรัฐ มายังไทย จะไม่ทำลายขีดความสามารถในการส่งออกของไทยด้วย
ขณะที่นโยบายการเงินกลับเป็นเรื่องที่ซับซ้อน โดยคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในระหว่างการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 13 ส.ค. นี้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่ กนง. จะคงท่าทีทางการเงินด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.75%
“รายงานการประชุม กนง. ครั้งล่าสุดระบุชัดเจนถึงความตั้งใจในการลดอัตราดอกเบี้ยลงเพิ่มเติมว่า จะเป็นเพียงการปรับลดในจังหวะเวลาที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับนโยบายการค้าโลก เนื่องจากในการประชุมครั้งล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.ได้คาดว่าอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐ ที่เก็บจากไทยจะอยู่ที่ 18% ขณะที่ประเทศอื่นๆ จะมีอัตราภาษีนำเข้าเพียง 10% กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ธปท. ประเมินว่า ไทยจะมีข้อเสียเปรียบด้านภาษีเมื่อเทียบกับตลาดอาเซียนอื่นๆ”
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนได้บรรเทาลง และผลการเจรจาภาษีออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากประเทศตลาดเกิดใหม่ในอาเซียนมีอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐ อยู่ที่ระดับ 19-20% ทำให้ไทยไม่ต้องเผชิญข้อเสียเปรียบด้านภาษีนำเข้าจากประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ดังนั้น เมื่อความเสี่ยงด้านลบต่อการเติบโตลดลง จึงทำให้ ธปท. มีแรงกดดันในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมที่เคยระบุไว้ในการประชุมครั้งสุดท้ายของ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ในฐานะผู้ว่าการ ธปท. ลดลงไปด้วย
ทั้งนี้ ความท้าทายยังคงมีอยู่และเศรษฐกิจไทยยังต้องหาหาจุดยืนเมื่อเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างต่างๆ ในอนาคต แต่อย่างไรก็ดี อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐ ที่เพิ่งประกาศออกมา ก็ช่วยลดอุปสรรคและความกังวลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยไปได้มาก



