สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวหลังการสนทนาทางโทรศัพท์กับผู้นำยุโรปหลายประเทศ และประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ว่าหากการพบหารือครั้งสำคัญกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา ในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค. นี้ “เป็นไปด้วยดี” การพบหารือครั้งที่สองจะตามมา และเขาจะพยายามผลักดันให้เป็นการพบหารือ
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ย้ำว่า การประชุมครั้งที่สอง “อาจไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น” หากการประชุมครั้งแรกเป็นไปด้วยดี
ในเวลาเดียวกัน เซเลนสกีเดินทางไปยังกรุงเบอร์ลิน เพื่อพบหารือกับนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ ผู้นำเยอรมนี และผู้นำยุโรปอีกหลายประเทศ เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกันในการต่อต้านปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย ซึ่งผู้นำเยอรมนีกล่าวว่า ยูเครนพร้อมเจรจา “ในประเด็นที่เกี่ยวกับดินแดน” แต่ต้องไม่มีการหารือเกี่ยวกับ “การรับรองทางกฎหมายต่อดินแดนที่รัสเซียยึดครอง”
"Will Russia face any consequences if Vladimir Putin does not agree to stop the war after your meeting on Friday?"@POTUS: "Yes, they will." pic.twitter.com/lLfbR0iHxj
— Rapid Response 47 (@RapidResponse47) August 13, 2025
อีกด้านหนึ่ง สถาบันการศึกษาสงคราม (ไอเอสดับเบิลยู) ในสหรัฐ รายงานว่า กองทัพรัสเซียสามารถยึดพื้นที่หรืออ้างสิทธิเหนือพื้นที่ในยูเครน 110 ตารางกิโลเมตร เมื่อวันที่ 12 ส.ค. เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า นับเป็นสถิติการรุกคืบพื้นที่รายวันสูงสุดของรัสเซียในยูเครน นับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2567
สถิติดังกล่าวยิ่งสะท้อนความรวดเร็วในการยึดพื้นที่ของกองทัพรัสเซียในยูเครน เนื่องจากในช่วงไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น ทหารรัสเซียต้องใช้เวลานานราว 5-6 เดือน เพื่อการยึดหรืออ้างสิทธิเหนือดินแดนในยูเครนให้ได้
ทั้งนี้ ประมาณ 70% ของพื้นที่ซึ่งกองทัพรัสเซียยึดจากยูเครนได้ตั้งแต่ต้นปีนี้ อยู่ในพื้นที่ทางตะวันออกของยูเครน หรือภูมิภาคดอนบาส ซึ่งรัฐบาลมอสโกผนวกรวมเมื่อเดือน ก.ย. 2565 และปัจจุบัน รัสเซียควบคุมหรือยึดครองดินแดนในยูเครนได้ราว 19%.
เครดิตภาพ : AFP



