จากกรณีเหตุเด็กนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนเอกชนชื่อดังใน จ.อุทัยธานี ไม่พอใจการให้คะแนนของครูสาว ลงมือก่อเหตุทำร้ายร่างกายฝ่ายครูสาวต่อหน้าต่อตาเพื่อนรักเรียนจำนวนมาก ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจถึงขนาดอยากจะลาออกจากโรงเรียน ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมถึงพฤติกรรมความรุนแรงของเด็กรายนี้
แต่ภายหลังกลับมีข้อสรุปจากทางโรงเรียนว่า นักเรียนชายที่ก่อเหตุ ยังคงเป็นนักเรียนของโรงเรียน เพียงแต่ให้เรียนแบบออนไลน์จนกว่าคดีจะสิ้นสุด โดยทางผู้บริหารโรงเรียนให้เหตุผลว่า ต้องการให้โอกาสกับเด็กเพื่อปรับปรุงตัวใหม่ ขณะที่กระแสสังคมกลับมองว่า เด็กนักเรียนคนดังกล่าวมีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ เพราะมีประวัติทำร้ายร่างกายหลายครั้งแล้ว
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. กลุ่มศิษย์เก่าของโรงเรียนเอกชนดังกล่าว ได้โพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องเรื่องดังกล่าวว่า “ขอพื้นที่ในการเรียกร้องต่อการละเลยหน้าที่และความยุติธรรมของโรงเรียนXXX ที่เพิกเฉยต่อความผิดร้ายแรงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายครูจนได้รับบาดเจ็บ โดยกลับเลือกปกป้องและปล่อยให้ผู้กระทำผิดยังคงอยู่ในสถานศึกษา ทั้งที่การกระทำดังกล่าวถือเป็นการล่วงละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำลายความปลอดภัยในสถาบันการศึกษา และฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายโดยตรง
การตัดสินใจดังกล่าวของโรงเรียนไม่เพียงเป็นการทรยศต่อครูผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณอันตรายต่อสังคมว่า การทำร้ายครูไม่จำเป็นต้องได้รับโทษ ผลลัพธ์เช่นนี้คือการปลูกฝังวัฒนธรรมความรุนแรงในสถานศึกษาและทำให้กฎหมายกลายเป็นเพียงกระดาษไร้ค่า
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 “ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
- พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 6 และมาตรา 22 เน้นให้สถานศึกษาสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และปลูกฝังระเบียบวินัยแก่ผู้เรียน
- ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 ข้อ 6 ระบุชัดว่าการกระทำความผิดร้ายแรง เช่น การทำร้ายร่างกายจนเกิดอันตราย ควรได้รับโทษ “ไล่ออกจากสถานศึกษา”
ขอเรียกร้องให้หน่วยงานต้นสังกัด กระทรวงศึกษาธิการ และสาธารณชน เข้าตรวจสอบการกระทำของผู้บริหารโรงเรียนXXX อย่างเร่งด่วน และดำเนินมาตรการเพื่อคืนความยุติธรรมแก่ผู้เสียหาย พร้อมยุติวัฒนธรรมการปกป้องผู้กระทำผิดในสถานศึกษา การนิ่งเฉยต่อความรุนแรง คือการสมรู้ร่วมคิดกับความอยุติธรรม และสังคมไทยต้องไม่ยอมให้โรงเรียนใดกลายเป็นพื้นที่ที่ความรุนแรงถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ #ศิษเก่า #TW01 #ลูกเทาเหลืองไม่เอาความรุนแรง
ภายหลังจากข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามีความจริงใจต่อการดำเนินการกับเด็กผู้ก่อเหตุ และให้ความเป็นธรรมกับครูสาวอย่างจริงใจแล้วหรือไม่?



