แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่กำลังกระทบต่อตลาดการเงินสีเขียวทั่วโลก หลังนักลงทุนรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเริ่มถอนตัวจากการลงทุนตามหลัก ESG สะท้อนความท้าทายต่อความยั่งยืนของตราสารหนี้เพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ท่ามกลางแรงกดดันจากนโยบายภายในประเทศและการปรับกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดของภาคการเงิน
รายงานจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ระบุว่า ธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งทั่วโลกได้ทยอยถอนตัวจากการเป็นสมาชิก Net-Zero Banking Alliance (NZBA) หรือ เครือข่ายธนาคารเพื่อเป้าหมายปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งกระทบต่อกระแสการลงทุนด้าน ESG อย่างชัดเจน

โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่มีธนาคารยักษ์ใหญ่ถึง 6 แห่ง ซึ่งครองมูลค่าสินทรัพย์รวมถึง 46% ของระบบธนาคารในประเทศ และธนาคารชั้นนำอีก 3 แห่งของยุโรปที่มีมูลค่าสินทรัพย์รวมถึง 49% ของระบบธนาคารยุโรป การถอนตัวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนโยบายในบางประเทศที่ลดการสนับสนุนแนวทาง ESG และการที่ธนาคารต้องปรับยุทธศาสตร์ธุรกิจเพื่อให้การเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ข้อมูลจาก Bloomberg ชี้ว่า การถอนตัวของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ส่งผลให้ปริมาณการออกตราสารหนี้ ESG ลดลง โดยในสหรัฐฯ มูลค่าการออกตราสารหนี้ ESG หดตัวลงถึง 61% จาก 99.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2021 เหลือเพียง 38.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ขณะที่สหราชอาณาจักรลดลงถึง 74% จาก 13.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือ 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน
ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า ปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดสถานการณ์ดังกล่าวมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายภายในประเทศที่ไม่เอื้อต่อการลงทุนตามหลัก ESG รวมถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero แบบยืดหยุ่น และความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อกลุ่ม NZBA หลังสมาชิกสำคัญทยอยถอนตัว
สำหรับประเทศไทย คาดว่าจะได้รับผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบ โดยด้านลบคือความสนใจในสินทรัพย์การเงินยั่งยืนของไทยอาจลดลง และแรงกดดันให้บริษัทต้องดำเนินงานตามมาตรฐาน ESG อาจผ่อนคลายลง ขณะที่ด้านบวกคือ จีนซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าตราสารหนี้ ESG คงค้างสูงที่สุดในโลกที่ 323.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจก้าวขึ้นมาเป็นแหล่งเงินทุนและผู้นำด้าน ESG แทนสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งมีมูลค่าคงค้างอยู่ที่ 279.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 228.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ



