หลายคนอาจจะเคยได้ยินข่าว ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit หรือ LEO) หรือดาวเทียมลีโอในหลายๆสื่อโดยเฉพาะปัจจุบันมีผู้ให้บริการหลายบริษัทในทั่วโลก
ที่เด่นและได้ยินข่าวอยู่เป็นประจำ ก็ของเจ้าพ่อเทคโนโลยีอย่าง “ อีลอน มัสก์” ผู้ก่อตั้ง ซีอีโอ และหัวหน้าวิศวกรของสเปซเอ็กซ์( SpaceX) เจ้าของโครงการ สตาร์ลิงค์ (Starlink) เป้าหมายในการสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมความเร็วสูงและมีความหน่วงต่ำ ให้ครอบคลุมทั่วโลกซึ่งได้เริ่มให้บริการในหลายภูมิภาค และยังมีการยิง ดาวเทียมลีโอ ขึ้นสู่วงโคจรอยู่เป็นประจำ
วันนี้ คอลัมน์ “ชีวิตติด TECH” จะพามารู้จักดาวเทียม ที่จะเข้ามามีบทบาทในการสื่อสารมากยิ่งขึ้นในอนาคต โดนฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ที่สัญญาณมือถือ และการลากสายไฟเบอร์ออฟติก ยังเข้าไปถึง หรือขยายไปก็ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เครือข่ายอินเทอร์เน็ตจากดาวเทียมลีโอ จึงน่าจะตอบโจทย์แก้ปัญหาได้
ทั้งนี้ การ์ทเนอร์ อิงค์ ได้คาดการณ์ ในปี 69 มูลค่าการใช้จ่ายของผู้ใช้ปลายทางสำหรับบริการสื่อสารดาวเทียมวงโคจรต่ำ หรือดาวเทียมลีโอทั่วโลก จะมีมูลค่า14.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 5.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.5% จากปี 68

โดย ดาวเทียมลีโอ ส่วนใหญ่ให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ห่างไกลที่เครือข่ายแบบเดิมไม่สามารถเข้าถึงได้ และจากที่ ดาวเทียมลีโอ โคจรใกล้โลกมากกว่าเทคโนโลยีดาวเทียมเดิม ให้การเชื่อมต่อที่รวดเร็วกว่าและมีความหน่วงต่ำกว่า จึงช่วยให้สามารถส่งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและเสริมเครือข่ายภาคพื้นดินแบบเดิม โดยตลาดนี้กำลังเข้าสู่ช่วงขยายตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยผู้ให้บริการดาวเทียมลีโอ ที่มีอยู่มากกว่า 20 ราย และคาดว่าจะมีดาวเทียมมากกว่า 40,000 ดวง ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้
ในปี 69 การเติบโตที่ใหญ่ที่สุดของบริการสื่อสารดาวเทียมลีโอ จะมาจากกลุ่มธุรกิจ (Business) และกลุ่มผู้บริโภค (Consumer) ในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีตัวเลือกการเชื่อมต่ออื่น โดยคาดว่ายอดการใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นถึง 40.2% และ 36.4% ตามลำดับ ตามด้วยบริการ ลีโอ สำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตออฟติงส์ (IoT) 32% การเดินเรือและการบิน 13.8% และการปรับปรุงความยืดหยุ่นของเครือข่าย 7.7%
“Khurram Shahzad” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ บอกว่า ปัจจุบันการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตจากดาวเทียมลีโอ มียูสเคสใช้งานใหม่ ๆ ในกลุ่มผู้บริโภคและกลุ่มธุรกิจมากขึ้น ส่งผลทำให้ผู้ให้บริการสื่อสาร (CSPs) ขยายตลาดมากยิ่งขึ้น ทำให้ดาวเทียมวงโคจรต่ำกลายเป็นเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหลักในระดับองค์กร และเมื่อยูสเคสการใช้งานยังคงเติบโต บริษัทและผู้บริโภคสามารถคาดหวังการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่มีความสม่ำเสมอและรับรู้ทุกสิ่งที่เชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตออฟติงส์ (IoT) ได้จากทุกที่ โดยไม่จำกัดสถานที่ แม้แต่เครื่องบิน เรือ และแพลตฟอร์มนอกชายฝั่ง (Sea Platform) ล้วนได้รับประโยชน์จากวิธีการใหม่ที่มีความยืดหยุ่นของเครือข่ายและอินเทอร์เน็ตที่แพร่หลาย”

หลังจากที่กล่าวถึงมูลค่าตลาดที่เติบโตและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แล้ว หลายคนอาจจะสงสัยแล้ว “ดาวเทียมวงโคจรต่ำ” ให้บริการแบบไหนอย่างไรบ้าง ซึ่ง จากยูสเคสการใช้งานที่เกิดขึ้นใหม่ สามารถจัดหมวดหมู่ออกเป็น 4 หมวด คือ
1. บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบคงที่และเคลื่อนที่ (Fixed and Mobile Broadband Service)
โดยการใช้งานหลัก ๆ ของบริการดาวเทียม ลีโอ ในช่วงแรก คือ ใช้สำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบคงที่และเคลื่อนที่ โดยเฉพาะสำหรับไซต์ห่างไกล และใช้เพื่อเสริมการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่มีอยู่ เช่น พื้นที่ที่ไม่มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง สถานที่ชั่วคราว อาทิ ไซต์ก่อสร้าง หรือบนเรือและเครื่องบิน การสื่อสารในระหว่างการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน หรือเพื่อปรับปรุงและเป็นการเชื่อมต่อสำรองหรือการแบ็คอัพอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบดั้งเดิม
ตัวอย่างเช่น โดรนที่เชื่อมต่อดาวเทียมลีโอ ที่ถูกใช้ในออสเตรเลียผ่านการเชื่อมต่อมือถือ 4G/5G ในระหว่างเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือสายการบินของสหรัฐฯ บางแห่งที่เริ่มเสนอบริการอินเทอร์เน็ต Wi-Fi ความเร็วสูงฟรีให้กับผู้โดยสารจากบริการดาวเทียมลีโอ
2. การเชื่อมต่อ IoT ทั่วโลก (Global IoT Connectivity)
ดาวเทียมลีโอ IoT เข้ามาเสริมหรือแม้แต่มาแทนที่เครือข่าย IoT แบบดั้งเดิม สำหรับการใช้งานแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ต้องการการครอบคลุมทั่วทั้งโลก โดยใช้แบนด์วิดท์และความหน่วงที่จำกัด เทคโนโลยีดาวเทียมนี้สามารถใช้สำหรับการติดตามทรัพย์สินได้ทั่วโลก ครอบคลุมภาคเกษตรกรรม น้ำมันและก๊าซ ทรัพยากรธรรมชาติ การขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงการรับรู้ทางทหาร (Military Sensing) และการตรวจสอบความปลอดภัย
ตัวอย่างเช่น การเชื่อมต่อ IoT ทั่วโลกกำลังถูกนำไปใช้สำหรับทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศโดยใช้ดาวเทียมลีโอ อย่างเช่น ในประเทศจีนผู้ผลิตรถยนต์ได้เปิดตัวดาวเทียม ลีโอ 20 ดวง เพื่อปรับปรุงการนำทางสำหรับยานยนต์อัตโนมัติ และวางแผนที่จะมีกลุ่มดาวเทียมถึง 240 ดวง

3. การเสริมบริการอินเทอร์เน็ตมือถือ (Supplementing Mobile Broadband Services)
ดาวเทียมลีโอ สามารถเสริมประสิทธิภาพอินเทอร์เน็ตมือถือ โดยให้ความครอบคลุมสัญญาณที่ไร้รอยต่อและเพิ่มประสบการณ์ผู้ใช้ผ่านการเชื่อมต่อโดยตรงกับอุปกรณ์ และการผสานรวมเข้ากับเครือข่าย 5G เหนือพื้นโลก
ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการสื่อสารของนิวซีแลนด์ที่เปิดตัวบริการดาวเทียม D2D LEO ช่วยให้ลูกค้าสามารถส่งและรับข้อความในพื้นที่ 40% ของประเทศที่อยู่นอกเขตจากเสาส่งสัญญาณมือถือ โดยผู้อยู่อาศัยในหมู่เกาะคุกสามารถส่งข้อความผ่านดาวเทียมมาได้เกือบสองปีแล้ว
4. การเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานแบ็คฮอล (Infrastructure Backhaul)
ผู้ให้บริการสื่อสารและองค์กรที่มีการดำเนินงานอยู่กระจัดกระจายตามภูมิศาสตร์ทั่งโลก สามารถใช้ประโยชน์จากดาวเทียมลีโอเพื่อเชื่อมต่อกับสัญญาณที่มีความเสถียรและมีแบนด์วิดท์สูง รองรับแอปพลิเคชัน การถ่ายโอนข้อมูล และความต้องการการสื่อสารที่มีความสำคัญ โดยไม่ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดภาคพื้นดินแบบเดิม
ตัวอย่างเช่น ดาวเทียมลีโอ สามารถให้การเชื่อมต่อที่จำเป็นเพื่อการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐบาลและองค์กรป้องกันประเทศ ซึ่งต้องการลิงก์การสื่อสารที่มีความปลอดภัยและเสถียรในสภาพแวดล้อมที่ห่างไกลหรืออยู่ในเขตแดนข้าศึก เป็นต้น

อย่างไรก็ตามดาวเทียมลีโอเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังมี ข้อจำกัดต่าง ๆ รวมถึงมีอุปสรรคด้านกฎระเบียบในบางประเทศที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ และข้อจำกัดด้านความจุเครือข่ายในพื้นที่บางแห่ง และปัญหากับข้อจำกัดของการโรมมิ่ง ฯลฯ
สำหรับในประเทศไทย บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ (เอ็นที) ร่วมกับ OneWeb ได้เปิดสถานีโครงข่ายดาวเทียม ลีโอแห่งแรกในประเทศไทยที่จ.อุบลราชธานี และไทยคมก็ได้ร่วมมือกับ Globalstar เพื่อให้บริการดาวเทียม ลีโอ ในประเทศไทยเช่นกันที่ จ.ปทุมธานี
ถือเป็นการสื่อสารแห่งอนาคตที่ต้องจับตามองอย่างยิ่ง!!
Cyber Daily



