เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า สถานการณ์ตามแนวชายแดนทั่วไปไม่ปรากฏเหตุการณ์ที่มีนัยสำคัญ สถานการณ์โดยทั่วไปอยู่ในสภาวะปกติ และช่วงที่ผ่านมาประชาชนอาจเห็นการตรวจพบโทรศัพท์มือถือของฝ่ายกัมพูชา โดยกองทัพเรือ ซึ่งพบหลักฐานสำคัญยืนยันว่าทหารกัมพูชาลักลอบการใช้ทุ่นระเบิดสังหารชนิด PMN-2 ที่ภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ ที่ชุดเก็บกู้กวาดล้างที่ 1 หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกองทัพเรือ (นปท.ทร.) ตรวจพบเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชาที่ทิ้งไว้ในพื้นที่  โดยเจ้าหน้าที่พบคลิปวิดีโอและภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าทหารกัมพูชากำลังถือทุ่นระเบิด และในคลิปมีเสียงพูดเป็นภาษาเขมรคาดว่าเป็นการสาธิตการใช้งานของทุ่นระเบิดก่อนนำไปลักลอบฝังในพื้นที่ชายแดนไทย ซึ่งหลักฐานดังกล่าวในโทรศัพท์ ระบุวัน เวลา และสถานที่และโลเคชั่นชัดเจน นับว่าเป็นพยานหลักฐานที่ยืนยันการละเมิดข้อตกลงการใช้ทุ่นระเบิดขัดต่อสัญญาระหว่างประเทศร้ายแรง ซึ่งกองทัพได้จัดส่งให้กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อนำไปเป็นหลักฐานประกอบ เพื่อยืนยันการละเมิดข้อตกลงของทางกัมพูชาที่จะนำเข้าในที่ประชุมคณะกรรมการของอนุสัญญาออตตาวา ที่จะมีการประชุมในวันที่ 22 ส.ค. นี้ และการปฏิบัติการดังกล่าวถือเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลง คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามไว้ 

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ระหว่างวันที่ 18-20 ส.ค. ได้มีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ ได้ฟังการชี้แจงแนวทางการยิงของฝ่ายกัมพูชา โดยอาวุธจรวด BM- 21 เข้ามาในฝั่งไทย ทำให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตามที่ปรากฏเป็นข่าว รวมถึงลงพื้นที่ที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด และเห็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยช่วยเหลือในการส่งศพของทหารกัมพูชาที่ยังตกค้างในพื้นที่เดิม ที่กัมพูชาปฏิเสธที่จะรับศพต่างๆ กลับไปยังประเทศ แต่หลังจากที่เรามีการเจรจาทั้งสองฝ่ายเรียบร้อยแล้ว ขอให้ฝ่ายกัมพูชายอมรับนำศพกลับไป ซึ่งให้ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยช่วยเหลือในการเก็บกู้ศพและส่งคืนไปยังฝ่ายกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว และวันเดียวกันนี้ ผู้สังเกตการณ์จะไปสังเกตการณ์การควบคุมเชลยศึก 18 คน ตามอนุสัญญาเจนีวา หลังจากนี้เมื่อเสร็จสิ้นการเดินทางเยือนและสังเกตการณ์ของคณะ IOT ทางฝ่ายไทยโดยกองบัญชาการกองทัพไทยจะประชุมส่งผลการปฏิบัติในวันที่ 21 ส.ค. รวมทั้งจัดตั้งสำนักงานประสานงานกับคณะผู้สังเกตการณ์ ที่กองบัญชาการกองทัพไทย และคณะผู้สังเกตการณ์จะนำข้อมูลที่ได้ไปนำเรียนในสายงานกองทัพของตนเอง และปัจจุบันทางคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนดังกล่าวจะใช้ สำนักงานคณะผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทยในการประสาน

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีกว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในเรื่องของพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เดิมเคยเป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวที่ฝ่ายไทยให้คนกัมพูชาที่หนีภัยสู้รบจากสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชาได้พักอาศัย แต่เมื่อสถานการณ์สิ้นสุดลง แม้ผู้อพยพส่วนใหญ่เดินทางกลับ แต่ยังมีบางส่วนคงค้างอยู่ในพื้นที่และขยายเป็นชุมชนรุกล้ำแผ่นดินประเทศไทย การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจปี 2543 อย่างชัดเจน เราใช้เวลากว่า 10 ปีในการแก้ปัญหา ได้ประท้วงไปหลายครั้งไปยังฝ่ายกัมพูชา โดยประเทศไทยได้แสดงถึงเจตนารมณ์แน่วแน่ในการปฏิบัติตนเพื่อเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร พร้อมทั้งหารือข้อขัดแย้งผ่านกลไกทวิภาคีที่เหมาะสม แต่ฝ่ายกัมพูชากลับใช้ประชาชนของตนเป็นกำแพงมนุษย์เข้ามารุกล้ำในเขตอธิปไตยของไทยอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายและยั่วยุให้เกิดความตึงเครียดบริเวณชายแดน ประเด็นนี้โดนบิดเบือนนำความช่วยเหลือของไทยไปบุกรุกพื้นที่อธิปไตยของไทย และทำให้คนไทยที่เคยทำมาหากินในพื้นที่ต้องออกจากพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงใจของทางฝ่ายกัมพูชา และเจตนาร้ายในการรุกล้ำอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน ยืนยันว่าการติดตั้งแนวเครื่องกีดขวางเป็นสิทธิในการปกป้องและคุ้มครองความปลอดภัยให้กับประชาชนคนไทยป้องกันการลุกลามไม่ให้เข้ามา และป้องกันการลักลอบวางทุ่นระเบิดจากฝ่ายกัมพูชา

ด้านนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ตามที่มีรายงานข่าวเรื่องคลิปวิดีโอที่เก็บภาพทหารกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิดในไทย ยังมีความพยายามบิดเบือนจากฝ่ายกัมพูชาว่าเป็นนักแสดงไทยที่นำชุดทหารกัมพูชามาสวมใส่และแสดงละคร จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่าคลิปวิดีโอที่เก็บภาพเหตุการณ์เป็นเหตุการณ์จริง และจะนำไปประกอบเป็นหลักฐาน ข้อมูลที่ฝ่ายไทยจะนำไปชี้แจงฟ้องกัมพูชาได้อย่างดีในกรอบของอนุสัญญาออตตาวา ที่ กต.กำลังเดินเรื่องอยู่ และในวันที่ 22 ส.ค. จะมีการประชุมของคณะกรรมการของกรอบอนุสัญญาออตตาวา ที่ดูแลเรื่องของการปฏิบัติตามอนุสัญญาเป็นการเฉพาะ ซึ่งคณะกรรมการได้มีการประชุมก่อนหน้านี้หลายรอบแล้ว ซึ่งเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทย ณ นครเจนีวา จะเข้าร่วมและนำเสนอข้อเท็จจริง ข้อมูล หลักฐานทั้งหมดที่ฝ่ายไทยเก็บมา เพื่อที่จะเป็นข้อมูลชี้แจงที่มีน้ำหนัก

นางมาระตี กล่าวอีกว่า เรื่องความร่วมมือของไทยในกรอบของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ไอซีอาร์ซี) ในช่วงวันที่ 11-14 ส.ค.ที่ผ่านมา กต. กระทรวงมหาดไทยและกองทัพบก ได้นำผู้แทนของไอซีอาร์ซีลงพื้นที่ โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการรับทราบข้อมูลความเสียหายต่อพลเรือนของไทย และผลกระทบกับประชาชนจากสถานการณ์การสู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา รวมทั้งการโจมตียังไม่เลือกเป้าหมายของฝ่ายกัมพูชา ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ขอฝากความหวังไว้กับพี่น้องที่เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (อาร์บีซี) และอีกไม่กี่สัปดาห์จะเป็นการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ในเรื่องนี้ ช่วยกันหารือในประเด็นเรื่องของข่าวปลอมเป็นการเฉพาะ เพื่อที่จะสามารถลดระดับความตึงเครียดต่อไปได้.