เบื้องต้น “นายกฯอิ๊งค์” ได้ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ที่เสนอ “อยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้” คือต้องการให้คู่เจรจาได้เสนอเงื่อนไขหรือความต้องการออกมาก่อน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการเจรจาเชิงผลประโยชน์ โดยการใช้เทคนิคตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง ในลักษณะไม่โจมตีจุดยืนของคู่เจรจา ไม่ได้มีเจตนาที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขที่เสนอมาทุกกรณีแต่อย่างใด เมื่อ ฮุน เซน ได้เสนอให้ฝ่ายไทยต้องยอมเปิดด่านก่อน ก็เสนอกลับไปว่าให้เปิดด่านพร้อมกัน และจะนำเงื่อนไขดังกล่าวไปพูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงของไทยก่อน
รวมถึงถ้อยคำที่กล่าวถึง “บิ๊กกุ้ง” พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ว่าเป็น”ฝั่งตรงข้าม“นั้น เพราะนายฮวด คนสนิทของ “ฮุน เซน” แจ้งว่า ฮุน เซนไม่พอใจ “บิ๊กกุ้ง” ตนเองจึงจำต้องใช้เทคนิคการเจรจาที่แบ่งแยกปัญหาออกจากตัวบุคคล ไม่ได้เป็นการตำหนิติเตียนในทางลบหรือแสดงให้เห็นว่าแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลไทย แต่เพื่อแยกบทบาทฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายความมั่นคง สร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจที่อาจนำไปสู่การเปิดเจรจาในระดับทางการต่อไป
การคาดการณ์ ข่าวลือ เกี่ยวกับคดีนี้ มุ่งไปที่ 2 ทาง คือ 1. รอด เพราะยังไม่มีการลงนามอะไรให้ไทยเสียเปรียบ และยอมรับในเรื่องเทคนิคเจรจาที่ว่ามา 2.ไม่รอด เพราะข้อกล่าวหาเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ตีความได้กว้างมาก มีข้อพิจารณาประเด็นหนึ่ง คือ “เรื่องการระหว่างประเทศแบบนี้ ทำไมไม่ยอมเจรจาเป็นทางการ” ทั้งที่ก็รู้ว่า เจรจาทางการได้เพราะได้นัดคุยเปิดเสียงโทรศัพท์ ในวงที่มี “มท.อ้วน”ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย “ทูตปู”มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ อยู่แล้ว แต่ยังจะคุยโดยเชื่อมั่นในความสัมพันธ์ส่วนตัว

ผลจะเป็นอย่างไร ลุ้นวันที่ 29 ส.ค.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย แต่ขณะนี้ก็เกิดข่าวลือข่าวปล่อยมา อย่างเช่น “คดีนี้มติ 5 : 4” คือมีโอกาสที่จะรอดแบบฉิวเฉียด การที่เสียงไม่เป็นเอกฉันท์ ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่โดนกดดันทางการเมืองมากนัก คนที่เชื่อในแนวทางนี้ บ้างก็ว่ามั่นใจในตัว “นายกฯอิ๊งค์” และมองว่า ตุลาการฯ มีคนจากสายรัฐศาสตร์ คงวินิจฉัยไม่ให้เป็นทางลบมาก สถานการณ์อย่างนี้ต้องการผู้นำ และถ้า “นายกฯอิ๊งค์” ผิด อาจมีโอกาสที่ “เขมร”จะเอาเรื่องไปขยายผล
อย่างไรก็ตาม อะไรก็เกิดขึ้นได้ในการเมือง เพราะอยู่ๆ ก็มีข่าวปล่อยออกมา ว่า สว.เลื่อนพิจารณารับรองร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ออกไปเป็นวันที่ 1-2 ก.ย.นี้ หลังคำวินิจฉัย เพื่อจะคว่ำกฎหมายตัวนี้ ถ้า “นายกฯอิ๊งค์” ไม่รอด โดยนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว .แฉว่า “มีสว.กลุ่มที่มีอิทธิพล และมีความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองหนึ่ง พยายามให้เกิดเหตุการณ์โกลาหลขึ้นมา เพื่อผลักดันโรดแม็พมืด ให้เลือกนายกรัฐมนตรีตามที่กลุ่มการเมืองดังกล่าวต้องการ หวังผลประโยชน์ตัวเองมากกว่าประเทศ”
ในส่วนของ สว. ชุดนี้ก็ดู“ไม่ค่อยเป็นคุณ” กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว ผู้ร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญสอบสวน “นายกฯอิ๊งค์” ก็คือ สว. และยังร้องต่อ ป.ป.ช.อีก ว่ามีความผิดตามกฎหมายอาญา เรื่องความมั่นคงภายในราชอาณาจักรหรือไม่ เข้าข่ายเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ซึ่งตรงนี้จะเป็นโทษอาญา อีกส่วนกับเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ขณะที่ชะตากรรมของ “อดีตนายกฯแม้ว” ในคดีมาตรา 112 ที่จะตัดสินวันที่ 22 ส.ค.นี้ ยังไม่น่าจะมีอะไร เพราะยังสู้ในศาลอุทธรณ์ได้ แต่ที่น่าจับตามากกว่า คือ คดีชั้น 14 ตัดสิน วันที่ 9 ก.ย.นี้ ถ้าออกลูกว่า “อดีตนายกฯไม่ผิดอะไรเลย เพราะทำตามคำสั่งแพทย์” จะกลายเป็นปาหี่สะเทือนไทย ต่อไปจะมีคนอ้างขอสิทธิ์แบบนี้บ้าง จ่ายค่า รพ.เองได้ ระบบราชทัณฑ์เละ ..ถ้าสองคดีไม่เป็นคุณกับตระกูล “ชินวัตร” อาจมีม็อบขับไล่ เพื่อเปลี่ยนขั้วการเมืองที่มีอิทธิพลมากว่า 20 ปีให้หยุดและออกไป
การเมืองไทยจะร้อนแรงอีกหรือไม่ “ชินวัตร” ก็ยังเป็นตัวแปร เดือน ก.ย.นี้ อย่าพลาดความเคลื่อนไหว??.



