สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 ส.ค. ว่า แถลงการณ์ของอินเทลระบุว่า ภายใต้ข้อตกลงนี้ รัฐบาลสหรัฐจะได้เข้าซื้อหุ้นสามัญจำนวน 433.3 ล้านหุ้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้น 9.9% ในบริษัท โดยคิดเป็นเงินลงทุนมูลค่า 8,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 288,182 ล้านบาท)

ในจำนวนดังกล่าว 5,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 184,566 ล้านบาท) จะมาจากเงินอุดหนุนภายใต้กฎหมาย “ชิปส์ และ ไซแอนซ์” (Chips and Science) ที่บริษัทได้รับแต่ยังไม่ได้ถูกชำระ ขณะที่อีก 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 103,616 ล้านบาท) มาจากเงินช่วยเหลือจากโครงการผลิตชิปขั้นสูงทางการทหารและข่าวกรอง ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน

บริษัทเสริมว่า เงินลงทุนมูลค่า 8,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ จะเป็นส่วนเพิ่มเติมจากเงินช่วยเหลือจากชิปส์มูลค่า 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 71,236 ล้านบาท) ที่บริษัทได้รับไปแล้ว ซึ่งจะทำให้ยอดรวมทั้งหมดเป็น 11,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 359,418 ล้านบาท)

หลังจากการเจรจากับนายลิป-บู ตัน ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของอินเทล ทรัมป์โพสต์ผ่านทรูธ โซเชียล ว่า ตอนนี้ สหรัฐเป็นเจ้าของ และควบคุมอินเทลในสัดส่วน 10%

ทั้งนี้ อินเทลระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลสหรัฐจะถือครองหุ้นแบบ “Passive Ownership” ซึ่งหมายความว่า จะไม่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล มีตัวแทนในคณะกรรมการบริหาร หรือกำกับดูแลบริษัท.

เครดิตภาพ : AFP