เมื่อวันที่ 28 ส.ค. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ พบหารือกับ น.ส.อิชิกาวะ โทมิโกะ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรญี่ปุ่นประจำการประชุมด้านการลดอาวุธ ประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 22 (อนุสัญญาออตตาวา) และ น.ส.แคโรลีน-เมลานี เรกิมบัล หัวหน้าสำนักงานกิจการลดอาวุธแห่งสหประชาชาติ (UNODA) ณ นครเจนีวา ที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกัน 3 ฝ่าย ในฐานะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายใต้อนุสัญญาออตตาวาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เพื่อหารือถึงสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา และรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีที่กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิด ซึ่งละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ทั้งนี้ การหารือดังกล่าวใช้เวลาในการหารือร่วมกันประมาณ 40 นาที

จากนั้น รมว.การต่างประเทศ เข้าร่วมหารือกับสมาชิกรัฐภาคีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมประมาณ 14 คน  อาทิ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศส, นอร์เวย์, เยอรมนี, เบลเยียม และผู้แทนของสหภาพยุโรป เป็นต้น โดยในกลุ่มนี้ มีประเทศผู้บริจาคแก่กัมพูชา ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วย

นายมาริษ ให้สัมภาษณ์หลังการหารือกับสมาชิกรัฐภาคีออตตาวา ว่า ประเทศเหล่านี้สนใจมาร่วมรับฟัง ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งตนได้แสดงหลักฐานต่างๆ ที่ไทยประสบปัญหาของการละเมิดข้อตกลงของกัมพูชา การละเมิดอำนาจอธิปไตย ที่กัมพูชาเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งล่าสุด มีการที่ทหารเหยียบกับระเบิดสังหารบุคคล ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย ซึ่งตนได้ใช้โอกาสนี้ยื่นประท้วงและเรียกร้องให้รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ร่วมกันเรียกร้องให้กัมพูชามาชี้แจงในสิ่งที่เกิดขึ้นตามบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นโอกาสดีที่ตนได้ยื่นหลักฐาน และข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการตามกลไกอนุสัญญาออตตาวา 

นายมาริษ กล่าวว่า ในการพบปะครั้งนี้ ทุกส่วนให้ความชื่นชมบทบาทประเทศไทยเป็นอย่างมาก แม้ไทยเป็นผู้ถูกกระทำแต่เราใช้มาตรการตอบโต้ที่เป็นมืออาชีพอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม และได้สัดส่วนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งสิ่งที่ไทยกระทำมาโดยตลอด ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่เป้าหมายของพลเรือน แต่เป็นการมุ่งเป้าหมายไปที่ทหารเพื่อยุติการรุกรานของกัมพูชา เราใช้มาตรการต่าง ๆ ที่เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นไปตามกฎบัตรของอาเซียน ที่ใช้สิทธิตอบโต้การโจมตีการรุกรานของกัมพูชา บนพื้นฐานของกฎหมายในระหว่างประเทศ เราใช้ความพยายามยับยั้งชั่งใจ ซึ่งประเทศที่เป็นสมาชิกของรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา เช่น ทูตนอร์เวย์ เยอรมนี เบลเยียม เปรู ได้พูดชัดเจนและขอบคุณประเทศไทยที่ใช้ความยับยั้งชั่งใจที่ไม่ละเมิดกฎหมายร่วมประเทศ รวมทั้งชื่นชมไทยที่ตอบโต้โดยใช้มาตรการอย่างเหมาะสม เพื่อจำกัดการสูญเสียหรือจำกัดปฏิบัติการให้อยู่ในกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งตนในนามของรัฐบาลก็ต้องชื่นชมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพที่ทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ ทุกประเทศได้ชื่นชมฝ่ายไทยว่าใช้กลไกของตัวเองในการแก้ไขปัญหาอย่างมืออาชีพ และสนับสนุนการที่เราใช้กรอบของการเจรจาทวิภาคีในการแก้ไขปัญหามาตลอด 

“การมาด้วยตัวเองในครั้งนี้ ก็แสดงให้เห็นของความจริงใจและความตั้งใจ เราได้รับการชื่นชมเป็นอย่างมาก ประกอบกับเมื่อเช้าวานนี้ได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งที่หก ทุกประเทศก็แสดงความเสียใจ ที่เหตุการณ์เหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสนับสนุนให้ประเทศไทยใช้กลไกของสหประชาชาติต่อไปและเขาพร้อมที่จะร่วมมือกับประเทศไทยในการผลักดัน ให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งกัมพูชาให้มาร่วมมือ ในการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ การเดินทางมาครั้งนี้ ได้ยื่นเอกสารคำชี้แจง หลักฐานทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเพิ่มน้ำหนักในการพิจารณา ในกรอบขององค์การสหประชาชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรอบของอนุสัญญาออตตาวาต่อไป ซึ่งทุกประเทศภาคีสมาชิกก็ได้ ยืนยันกับผมว่าจะช่วยเหลือและผลักดันให้กระบวนการพิจารณาภายใต้กรอบอนุสัญญาออตตาวา เป็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ก็คือ ณ ขณะนี้ต้องการคำชี้แจงจากกัมพูชา เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เขาละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดน เขาละเมิดข้อตกลงอนุสัญญาออตตาวา” นายมาริษ กล่าว

รมว.การต่างประเทศ กล่าวอีกว่า หลักฐานที่ตนยื่นไปนั้น มีน้ำหนักอย่างแน่นอน เมื่อประเทศภาคีอนุสัญญาออตตาวาได้รับไป และจะต้องให้ความเป็นธรรม โดยพิจารณาและนำเอาหลักฐานทั้งหลายมาวิเคราะห์และประเมินสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป โดยหลักฐานทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่เราได้ชี้แจงมาโดยตลอดและเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถพิสูจน์ได้

นายมาริษ ยังกล่าวถึงเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาลอบวางไว้ ขณะปฏิบัติหน้าที่บริเวณปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งอยู่ในเขตแดนของไทย จนได้รับบาดเจ็บขาขวาท่อนล่างขาด เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา ว่า กระทรวงการต่างประเทศ จะต้องออกแถลงการณ์ประท้วงต่อไป ซึ่งในส่วนของตนที่อยู่ที่เจนีวา ก็ได้นำเรื่องนี้พูดในที่ประชุมให้เข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง และตรงนี้เป็นสิ่งที่ไทยเรียกร้องกับกัมพูชามาตลอด และการเกิดปัญหาครั้งล่าสุดนี้ ทำให้เห็นชัดว่า คำเรียกร้องของไทย และหลักฐานต่างๆ ที่ใช้ตั้งแต่ต้นมีน้ำหนักมาก เพราะว่ายังคงเกิดการละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดน และละเมิดข้อตกลงขององค์กรสหประชาชาติ อย่างต่อเนื่องของกัมพูชา

ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อประเทศรัฐภาคีดังกล่าวเห็นหลักฐานแล้ว จะดำเนินการอย่างไรต่อไป รมว.การต่างประเทศ กล่าวว่า ประเทศเหล่านี้คงต้องนำหลักฐานที่ไทยนำเสนอไปวิเคราะห์ไปประเมิน คงยังตอบไม่ได้ในทันทีทันใด ซึ่งต้องให้เวลาในการพิจารณา เพราะเขาบอกชัดเจนแล้วว่ามีขั้นตอนที่จะต้องใช้ แต่ทั้งหมดนี้ เขาชื่นชมบทบาทการกระทำของไทย ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ที่ทำให้เขาสามารถพิจารณาหรือประเมินได้โดยเร็ว ซึ่งประเทศเหล่านี้ก็ยินดีที่จะร่วมกับไทย ในการแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด.