ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) มีมติ 6 ต่อ 3 ให้ “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม ตามคำร้องของประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาล รธน.วินิจฉัยตาม รธน. มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตาม รธน. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ จากกรณีคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร (ผู้ถูกร้อง) กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โดยคำวินิจฉัยตอนหนึ่งระบุว่า การกระทำของผู้ถูกร้อง ที่ขอความเห็นใจจากฮุน เซน ไม่ใช่เทคนิคเจรจา แต่มุ่งหวังผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่คำนึงผลประโยชน์ประเทศชาติ ทำให้เกียรติภูมิของประเทศ และนายกฯ เสียหาย ทำให้ประชาชนคนไทยเสียหาย ขาดความภูมิใจ ขาดความไว้วางใจนายกฯ ไม่พิทักษ์เกียรติภูมิ รักษาประโยชน์ชาติ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว อันเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง

แม้จะกล่าวอ้างว่าเป็นการเจรจาส่วนตัว ให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบ โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงกระทบชีวิตทหาร ประชาชน แต่เมื่อการกระทำส่งผลกระทบภาพลักษณ์เสียหายว่าคำนึงถึงประโยชน์กัมพูชามากกว่า ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้องเสียหายต่อเกียรติศักดิ์นายกฯ ปฏิบัติราชการไม่คำนึงประโยชน์ชาติ

ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง เมื่อพิจารณาถึงเจตนา จึงเป็นเรื่องร้ายแรง จึงมีพฤติกรรมฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามจริยธรรม ทำให้ขาดคุณสมบัติตาม รธน.165 เรื่องอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย อาศัยเหตุผลข้างต้นจึงวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่ 1 ก.ค. 2568 ตั้งแต่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ครม.พ้นทั้งคณะ

จากนี้ไปก็ต้องรอดูการวิ่งจับขั้วรัฐบาล ระหว่าง “ภูมิใจไทย (ภท.)” กับ “เพื่อไทย (พท.)” ใครจะรวบรวมเสียงได้มากกว่ากัน แม้ “นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ” สส.บัญชีรายชื่อ และประธานสส.พรรค พท. จะออกมาตอบคำถามถึงกระแสข่าวการดีลพลิกขั้วรัฐบาล ทาง สส.พรรค พท.มีท่าทีอย่างไร นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า “ไม่มีหรอกครับ ไม่มีงูเห่า นั่นเป็นอดีตที่มีงูเห่า เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว มีแต่พรรคอื่นจะมาหาเรา เราไม่มีงูเห่า ไม่มีใครไปหรอกที่อื่น ผมเพิ่งเห็นข่าวเมื่อสักครู่มีดีลตี 1 ตี 2 และมั่นใจว่าวันนี้ สส.มาครบ ไม่มีปัญหาครับ” เมื่อถามว่า มองว่ากระแสข่าวที่ออกมามีปัจจัยหรือเจตนาอย่างไร นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ก็รู้อยู่แล้วบางคนเขาอยากเป็นนายกฯ ซึ่งของพรรค พท.ยังมีนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 3 รออยู่มีหลายขั้นตอน รอไปก่อน ไปสมัยหน้าก็แล้วกัน ใจเย็นๆ  เมื่อถามว่ากลัวหรือไม่ที่มีสมการให้พรรค พท.ไปเป็นฝ่ายค้าน นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า “ไม่กลัวหรอกครับ ต้องถามว่าพรรคที่มาเป็นแกนนำรัฐบาลเขามีกี่เสียง 70-80 เสียง เขาต้องหาอีก 150-160 อีก ไหวหรือ และผมเชื่อว่าพรรคประชาชน (ปชน.) ไม่ไปร่วมกับเขาหรอก”  ใครจะคุยกับใครเป็นไปได้หมดในทางการเมือง แต่เชื่อมั่นในพรรคเรามีพรรคการเมืองอื่นให้การสนับสนุน เมื่อถามย้ำว่า หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง พรรคร่วมรัฐบาลจะให้การสนับสนุนนายชัยเกษม ใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า แน่นอน เราก็ยังจับมือกันแน่น ไม่มีปัญหา อย่ากังวล วันนี้ก็ทำใจร่มๆ สบายๆ 

ขณะที่ “นายไชยชนก  ชิดชอบ” เลขาธิการพรรค ภท. ซึ่งลงมาให้การต้อนรับ นายสุชาติ ชมกลิ่น และ สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ในกลุ่มของนายสุชาติ ซึ่งมี สส. 18 คน แขกคนสำคัญที่เดินทางมาเยือนพรรค ภท. หลังจากศาล รธน.มีคำวินิจฉัยให้นายกฯ พ้นจากตำแหน่ง โดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่าการที่พรรคร่วมรัฐบาลเดิมทยอยเดินทางเข้ามาพรรค ภท. ส่งสัญญาณจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันหรือไม่ ว่า นายไชยชนก กล่าวว่า ก็รอดูสถานการณ์แต่สิ่งที่สำคัญตอนนี้ ตนเองคิดว่าประเทศมีความหวัง มีกระบวนการยุติธรรมที่ให้ความเป็นธรรม เป็นสิ่งที่ส่งผลมหาศาลต่อประชาชน เมื่อถามว่า ตอนนี้ ภท.เดินเกมเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เร็ว แต่ว่าก็เป็นสิ่งที่ต้องมีการพูดคุยกัน เนื่องจากมีวิธีการอยู่  เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า มีความเป็นไปได้ที่จะตั้งรัฐบาลใหม่ นายไชยชนก กล่าวว่า  “ขอให้เป็นสิ่งที่นายอนุทิน แถลงดีกว่า” นอกจากนี้ แกนนำพรรค ภท.ยังเดินทางไปพบแกนนำพรรคประชาชน (ปชน.)

ด้าน “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. ออกมาแถลงภายหลังรับทราบมติศาล รธน. โดยยืนยัน สส.ของพรรค ปชน. พร้อมเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกฯ คนใหม่ ภายใต้เงื่อนไข ดังต่อไปนี้ 1. นายกฯ คนใหม่ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือนนับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป 2. คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ (ครม.) ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไข รธน.2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำ รธน.ฉบับใหม่โดยสภาร่างรธน. (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกินไปกว่าวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป 3. พรรค ปชน.ยืนยันทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไปโดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรค ปชน.ไปเป็นรัฐมนตรีใน ครม.

น่าสังเกตก่อนหน้านั้น ปรากฏภาพ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค ภท. พบกับนักธุรกิจคนสำคัญ ที่มีความเชื่อมโยงกับบางพรรคการเมือง หรือยังมีภาพไป “กินข้าวหน้าไก่” กับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งมีข่าวขอเสียงช่วยโหวตสนับสนุนให้เป็นนายกฯ พร้อมจัดตั้งรัฐบาลและใช้เวลา 6 เดือนแก้ปัญหาประเทศก่อนยุบสภา

นับจากนี้ “พท. กับ ภท.” คงเดินเกมการเมืองช่วงชิงการครอบครองอำนาจรัฐอย่างเต็มที่ แม้จะมีเวลาไม่นาน กับการได้เป็นแกนนำรัฐบาล แต่ช่วงการมีอำนาจคุมฝ่ายบริหารก็เป็นห้วงเวลาสำคัญที่ใครจะปล่อยมือไปไม่ได้

“ทีมข่าวการเมือง”