ปัจจุบันกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อความยั่งยืนของโลกกำลังไปคนละทิศคนละทาง

กลุ่มประเทศ EU ทราบดีว่าถ้าพวกเขาไม่เร่งเรื่องนี้ ประชาชนในภูมิภาคจะเดือดร้อนหนัก คุณภาพชีวิตจะเลวร้ายกว่าปัจจุบัน จนทำลายเศรษฐกิจของภูมิภาค เขาจึงต้องเร่งเรื่องพลังงานสะอาด การลดการปลดปล่อยคาร์บอนอย่างจริงจังถือเป็นการปรับตัวเพื่อสร้างความสามารถการแข่งขันของภูมิภาคไปในตัว กฎระเบียบเรื่องความยั่งยืนใหม่ ๆ ภาษีความยั่งยืนข้ามพรมแดน มาตรฐานสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ ๆ จึงออกมารายวัน

สวนทางกับสหรัฐอเมริกา ที่กลับตัวถอยร่น หันไปให้ความสำคัญกับความอยู่รอดในระยะสั้น กับความยั่งยืนของเศรษฐกิจในประเทศ มากกว่าสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เป็นเรื่องความยั่งยืนของโลก ยกเลิกคำมั่นสัญญา และการสนับสนุนความยั่งยืนต่าง ๆ ที่เคยตกลงไว้ในเวทีโลก ผ่อนปรนกฎระเบียบต่าง ๆ สวนทางกับกลุ่มประเทศใน EU

เอเชียของเราหลังจากตั้งรับมานาน ตอนนี้กำลังปรับเกมรุก เพิ่มมาตรการใหม่ ๆ เพื่อตีกลับ มุ่งสู่เป้า SDG

สิงคโปร์ วางเป้าหมายที่จะเป็น Financial Hub ที่เป็นศูนย์กลางการเงินเพื่อความยั่งยืนของภูมิภาค สิงคโปร์เข้าใจดีว่าเพื่อน ๆ ในภูมิภาคต้องการแหล่งทุนเพื่อพัฒนาความยั่งยืนในประเด็นต่าง ๆ ที่เป็น Green Finance เขาจึงสร้าง Ecosystem ของประเทศให้ดึงดูดกองทุนระหว่างประเทศ และธนาคารที่เป็นแหล่งทุนสีเขียวให้มาตั้งสำนักงานในสิงคโปร์ ด้วยมาตรฐานความเป็นอยู่ระดับโลก การส่งเสริมการลงทุนและระบบภาษี นอกจากจะเป็นแหล่งทุนสำหรับพลังงานสะอาดแล้วยังมีแผนที่จะรับซื้อพลังงานทางเลือกจากเพื่อนบ้านเพิ่มอีก 6 Gigawatts เพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงอีกด้วย

เวียดนาม เร่งลงทุนในพลังงานสะอาด เปลี่ยนโครงสร้างพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนสูง เป็นพลังงานทางเลือก พลิกโฉมมาตรฐานพลังงานสีเขียวสู่อนาคตด้วยนโยบายที่ชัดเจนของรัฐ และกองทุนสนับสนุนขนาดใหญ่

เกาหลีใต้ มีนโยบาย “Digital New Deal” ที่จะพัฒนาเทคโนโลยี และ AI มาช่วยเร่งการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ด้าน

ญี่ปุ่น เน้นเรื่องการศึกษา และการพัฒนาคน ส่งเสริมให้นักวิทยาศาสตร์ นักอุตสาหกรรมร่วมกันสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อสู้กับปัญหาความไม่ยั่งยืน ญี่ปุ่นตั้งใจว่าจะกลับมาเป็นผู้นำนวัตกรรมอีกครั้ง ตอนนี้ก็พัฒนานวัตกรรมพลังงานไฮโดรเจนที่ก้าวหน้าไปมาก และมีต้นแบบออกมาเรื่อย ๆ รวมถึงกำลังพัฒนานวัตกรรมความยั่งยืนเพื่อแข่งขันกับ EU

อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่โดนภัยพิบัติจากภาวะโลกเดือดมากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย เขาจึงวางรากฐานใหม่เรื่อง “Green Economy” ปรับเปลี่ยนสาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานสะอาด กำลังวางผังเมืองกันใหม่ และฟื้นฟูป่าที่ถูกทำลายไป

มาเลเซีย ปีนี้รับหน้าที่เป็นประธานของอาเซียน มีนโยบายที่จะทำให้ “ความยั่งยืนเป็นเรื่องของทุกคน เป็นวิถีชีวิตของชาวอาเซียน” และพยายามผลักดันให้แนวนโยบายความยั่งยืนไปสู่การปฏิบัติจริง โดยเน้นเรื่อง “การลดการปลดปล่อยคาร์บอน การเพิ่มแหล่งพลังงานสะอาด และการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพของภูมิภาค” ทั้งนี้มาเลเซียก็เอาจริงเอาจังกับหน่วยงานต่าง ๆ และใช้โครงการต้นแบบในประเทศเป็นตัวอย่างในการขับเคลื่อน

ไทย นับได้ว่าได้รับคำชมจากนานาชาติเรื่องความก้าวหน้าด้านความยั่งยืน และถือว่าผลงานขึ้นอันดับ 1 ของอาเซียน ทั้งนี้ด้วยการขับเคลื่อนหลักจากภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม โดยจำเป็นต้องเร่งเครื่องเรื่องความยั่งยืนเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของชาติ ต้องอยู่รอดในกฎกติกาการค้า และภาษีใหม่ การปรับตัวเพื่อรองรับมาตรการใหม่ ๆ เพื่อจะได้ส่งสินค้าเข้า EU และตลาดโลกได้มากขึ้น สวนทางกับภาครัฐที่ยังไม่เอาจริงเอาจังในเรื่องนี้เลย ยิ่งช่วงนี้ก็ยิ่งเกียร์ว่าง ปล่อยไหลไปตามความขัดแย้งทางการเมือง กับมาตรฐานจริยธรรมของตัวเอง

เมื่อไรเรามีนายกฯที่มีวิสัยทัศน์ มีความสามารถ มีจริยธรรม เอาจริงเรื่องความยั่งยืน ความสามารถการแข่งขันของไทยจะไม่แพ้ใครในเวทีโลก ชนะศึกนี้ได้สบายฝากนายกฯท่านใหม่ด้วยนะครับ.