นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ โพสต์ว่าสัปดาห์ที่แล้วได้มีโอกาสกลับไปประชุมที่ประเทศโมซัมบิกถิ่นเก่า ได้เจอท่านทูตรุ่นน้องที่นั่น ก็คุยกันทั้งเรื่องปัจจุบันและความหลัง ที่บางเรื่องน่าสนใจขอเอามาเล่าต่อ

เขาเล่าว่าช่วงหนึ่ง เคยถูกส่งไปประจำการที่พนมเปญ หลังการปะทะกันทางทหารไทย-กัมพูชา ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ฯ ที่ความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศตกต่ำอย่างมาก แต่ไม่นานหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปปี 2554 ที่ทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ฯ ได้ขึ้นมาบริหารประเทศแทน ปรากฏว่าความตึงเครียดที่เคยมีก็เงียบหายไปเฉยๆ เหมือนกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนหน้าอย่างนั้น

เรื่องนี้ผมมาคิดว่ามันบอกเราได้ว่า ประการแรกปัญหาข้อพิพาททางเขตแดนไทย-กัมพูชา ไม่ใช่ปัญหาหลักสำหรับผู้นำกัมพูชาเสมอไป แต่ที่เขาพร้อมหยิบเอาเรื่องนี้ขึ้นมาใช้เพื่อจุดมุ่งหมายหรือผลประโยชน์บางประการตามแต่สถานการณ์

ประการที่สอง ปัญหาข้อพิพาททางเขตแดนไทย-กัมพูชา มักจะเกิดขึ้นเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลทั้งสองเสื่อมทรามไม่ดี และไม่ได้เป็นเรื่องของแค่สองตระกูลอย่างที่พูดๆกัน เพราะไม่งั้นก็ต้องเกี่ยวกับทั้งตระกูลทั้งสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ฯ ไปจนถึงจอมพลสฤษดิ์ฯ ที่เราเสียปราสาทพระวิหารไปแต่แรก

ผู้นำกัมพูชาที่อยู่ในอำนาจมาร่วม 40 ปี ย่อมเข้าใจการเมืองไทยเป็นอย่างดีแทบทะลุปรุโปร่ง รู้ว่าจุดอ่อนของสังคมไทยอยู่ตรงไหน โดยเฉพาะการขาดความเป็นเอกภาพสามัคคีในชาติ  การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายต่างๆมากมาย

ทั้งนี้เหตุการณ์ปล่อยคลิปบันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์ของผู้นำทั้งสองประเทศนั้น ไม่สามารถมองเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากว่าเขาจงใจแทรกแซงกิจการภายในของเรา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อบ่อนทำลายเสถียรภาพของรัฐบาลไทยที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ และที่ในที่สุดเขาทำสำเร็จด้วย

แต่ผมก็รู้แค่นี้ ส่วนสิ่งที่ผมไม่รู้คือในศึกนี้มีคนไทยที่แอบไปวางแผนร่วมมือกับผู้นำกัมพูชาเพื่อทำลายล้างรัฐบาลไทยหรือไม่ ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่จงใจทำ และอีกกี่คนที่มีส่วนร่วมในทางอ้อม ซึ่งเราอาจไม่มีวันรู้ได้แน่

ก็ขอเขียนบันทึกไว้ในวันที่ไทยพ่ายแพ้ต่อเกมของกัมพูชา เผื่อวันหน้าให้ลูกหลานได้มาอ่านกัน