หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยเดินมาถึงวันที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แล้ว โดยมงไปลงที่ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นการเปลี่ยนตัวนายกฯ คนที่ 3 และเปลี่ยนพรรคแกนนำรัฐบาลมาเป็นพรรคสีน้ำเงิน นับจากการเลือกตั้งใหญ่ปี 2566
โดยการโหวตเลือกนายกฯ เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา สภามีมติ 311 เสียง ต่อ 152 เสียง งดออกเสียง 27 เสียง ซึ่งครั้งนี้เรียกว่าเป็น “นายกฯส้มหล่น” ของแท้ เพราะ “พรรคประชาชน” เทคะแนน สส.ทั้งหมด 142 เสียง ติดปีกให้ “เสี่ยหนู” ขึ้นบัลลังก์ทำเนียบรัฐบาลลอยลำ พร้อมคำสั่งเสียของ สส.พรรคส้มหลายคนที่เอ่ยชื่อโหวต “อนุทิน” ว่าให้ไปยุบสภาและแก้รัฐธรรมนูญ ก่อนที่พรรคประชาชนจะทำหล่อขอออกไปเป็นฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลต่อไป
งานนี้แกนนำพรรคประชาชนหลายคนออกมาอ้างว่า ไม่ว่าเลือกทางไหนก็เจ็บเสี่ยงถูกหักหลังทั้งจากฝั่งสีน้ำเงินหรือแดง แต่ขอเลือกทางที่เจ็บน้อยที่สุด และเป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด คือการเลือกพรรคภูมิใจไทยไปเป็นรัฐบาลเสียข้างน้อย ที่ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนสามารถควบคุมได้
แต่สุดท้ายไม่รู้จะเป็นใครคุมใครเพราะผลโหวตนายกฯ เมื่อหักเสียงของพรรคประชาชนออกไปแล้วมีถึง 169 เสียง แม้ “เสี่ยหนู”จะออกมาการันตีว่าให้ยึด 146 เสียง และจะไม่แหก MOA บันทึกข้อตกลง 5 ข้อที่ได้ลงนามกันไว้ ขณะที่พรรคเพื่อไทยมีเสียงในสภา 140 เสียง และเป็นที่หวั่นเกรงว่าในสภาพที่พรรคเพื่อไทยส่อแพแตกนี้ สุดท้ายเสียงจะไหลไปรวมกับพรรครัฐบาลหรือไม่
ก่อนการโหวตเลือกนายกฯ จากพรรคสีน้ำเงิน “เบญจา แสงจันทร์” อดีตกรรมการบริหารและอดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ออกมาทัดทานขอให้เพื่อนรักชาวพรรคส้มทบทวนอย่าไปร่วมเป็นตัวประกอบฉากหนังทำสัญญาปีศาจ หวังว่าจะไม่ไปทำสัญญายกวิญญาณ ความเชื่อ ศักดิ์ศรี และความเป็นมนุษย์ของตน ให้ซาตาน ยกประเทศทั้งประเทศนี้ให้อยู่ในอุ้งมือมาร มันเลวร้าย และโหดเหี้ยมเกินไป
แต่พอโหวตจบ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กอวยการอภิปรายในสภาถึงเหตุผลการโหวตหนุน “เสี่ยหนู” ของ “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ว่า “นี่คือหัวหน้าพรรคที่เราภูมิใจ ชัดเจน ตรงไปตรงมา” พร้อมตัดคลิปเชิญชวนให้ด้อมส้มเข้าไปชม อย่างไรก็ตามต้องประกาศตามหาคนหายคือ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” แกนนำคณะก้าวหน้า ที่ยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใดๆ ในเรื่องนี้
ท่ามกลางความคิดเห็นของด้อมส้มที่แตกเป็น 2 ฝั่ง ทั้งที่รับได้และรับไม่ได้ที่พรรคประชาชนไปอุ้มนายกฯ ขั้วสีน้ำเงิน เหมือนโดดจากฝั่งซ้ายสุดไปขวาสุด สภาพแทบไม่ต่างจากที่พรรคเพื่อไทยเคยทำเมื่อครั้งข้ามขั้วจัดตั้งรัฐบาล จนพรรคส้มเรียกว่าเป็นการ “ผสมพันธุ์ข้ามขั้ว” พร้อมๆ กับกระแสข่าวการดีลคดี 44 สส. หรือคดีอื่นๆ ที่เป็นชนักปักหลังพรรคส้มอยู่
ตามด้วยข้อวิจารณ์ว่าจะเป็นการไปเพิ่มพลังให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมแข็งแกร่งขึ้นหรือไม่ ซึ่งดูจะเป็นการสวนทางกับแนวทางประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนที่ผู้นำทางจิตวิญญาณและแกนนำพรรคส้มพร่ำพูดมาตลอดจนเอาชนะใจประชาชนและชนะเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
ขณะที่ “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าว ออกมาโพสต์ข้อความตอบแบบมาดมั่นถึงข้อวิจารณ์เหล่านี้ตอนหนึ่งว่า การเลือกทางนี้ ทำให้ภูมิใจไทยและอนุรักษ์นิยมเข้มแข็งขึ้น? ใช่ การเลือกทางนี้ ทำให้พรรคประชาชนและฝ่ายประชาธิปไตยก้าวหน้าอ่อนแอลงหรือ? ไม่! …ฝ่ายประชาธิปไตยก็ไม่ได้อ่อนแอลงเลย การที่พรรคถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คือพลวัตรที่ดีของประชาธิปไตย ทุกพรรคถูกวิจารณ์ได้ หากมีตัวเลือกที่ดีกว่า ประชาชนย่อมเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคใหม่ได้ นี่คือความเข้มแข็งของฝ่ายประชาธิปไตยที่ต้องช่วยกันรักษาไว้ให้มั่น
จากนี้ก็ต้องรอดูว่า “ดีลปีศาจ” ครั้งใหม่ที่พรรคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมจะมีบทสรุปอย่างไร สุดท้ายพรรคประชาชนที่เป็นศัตรูตัวฉกาจของฝ่ายอนุรักษ์นิยมในเวลานี้ จะเดินซ้ำรอยพรรคเพื่อไทยไปเจอกับดักจนเป็นจุดจบหรือไม่.



