วันที่ 7 ก.ย. 68 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความระบุว่า
“รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยชุดนี้ตั้งขึ้นตามระบบรัฐสภา การตั้งเงื่อนไขและตัดสินใจเลือกของพรรคประชาชน เป็นสิทธิที่ทุกคนต้องเคารพและยอมรับ
แต่ผลที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลที่ตั้งโดยเงื่อนไขพิสดารเช่นนี้ คาดหวังความสําเร็จยากมาก และพรรคประชาชนในฐานะคะแนนเสียงหลักของการตั้งรัฐบาล จะปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมืองไม่ได้
พรรคเพื่อไทยเองก็ถูกตั้งคําถามว่า เมื่อครั้งตั้งรัฐบาลข้ามขั้วก็ไปจับกับภูมิใจไทย จับกับพรรคลุงทั้งหลาย ดังนั้นคราวนี้ก็ไม่มีอะไรต่างกัน
ผมว่าดูดีๆ ต่างกันชัดเลย
ตอนนั้นเพื่อไทยตั้งรัฐบาล ถูกคนวิจารณ์ต่อว่าก็ต้องรับฟัง แต่เป็นการตั้งรัฐบาลหลังจากโหวตให้คุณพิธาแล้ว 2 รอบไม่สําเร็จ
เพื่อไทยจึงตั้งรัฐบาลเอาคนของตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ยกมือให้ลุงที่ไหนมีอํานาจเข้าไปทําหน้าที่ ซึ่งไม่เหมือนกับรัฐบาลปัจจุบันที่พรรคประชาชนยกมือให้พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล
จัดตั้ง ‘รัฐบาลอนุรักษ์นิยม’ ขึ้นมาใหม่ โดยที่ตัวเองไปทําหน้าที่ฝ่ายค้าน
บทบาทของพรรคประชาชน จึงไม่ใช่แค่แบกคุณอนุทินเป็นนายกฯ แต่ต้องหามองค์ประชุมสภาให้พรรคภูมิใจไทยด้วย เพราะตัวเลขคะแนนที่ภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาลมีตอนนี้ไม่พอเป็นองค์ประชุม
นี่จึงเป็นเรื่องพิลึกพิลั่นในสภาชุดนี้ เพราะพรรคแกนนําฝ่ายค้านต้องเป็นองค์ประชุมและคอยสนับสนุนรัฐบาล
การประกาศในสภาของหัวหน้าพรรคประชาชน ชวนพรรคเพื่อไทยจับมือกันทําหน้าที่ฝ่ายค้านให้เข้มแข็ง ผมว่าไม่ใช่ เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยไม่เกี่ยว เป็นเรื่องระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย ไปว่ากันเอา
การทําหน้าที่พรรคฝ่ายค้านของเพื่อไทยก็ต้องทําอย่างจริงจัง เข้มแข็ง ชัดเจน แต่ไม่ได้รวมอยู่ในข้อตกลงระหว่าง 2 พรรคการเมืองนี้
เพื่อไทยจะนับองค์ประชุมเมื่อไหร่ก็ได้ เพื่อไทยจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในประเด็นฮั้ว สว. ในประเด็นเขากระโดงตอนไหนก็ได้ โดยไม่จําเป็นต้องรอสัญญาณจากพรรคประชาชน
การบอกว่าในประวัติศาสตร์การเมืองไทยไม่เคยมีฝ่ายค้านครั้งใดเข้มแข็งที่สุดเท่าครั้งนี้ เป็นความจริง เพราะถ้ามีฝ่ายค้านเข้มแข็งขนาดนี้ เขาจะเปลี่ยนรัฐบาล ไม่ใช่ประคองรัฐบาล
นี่จึงเป็นการตั้งรัฐบาลที่พรรคประชาชนใช้คะแนนเสียงของตัวเอง ส่งคุณอนุทินเป็นนายกฯ แต่ไม่สามารถจะล้มหรือควบคุมรัฐบาลชุดนี้เพียงลําพังตัวเองได้
‘ดีลตั้งรัฐบาล’ นี้ ภูมิใจไทยได้อย่างเดียว ได้เพียวเพียว ได้ล้วนล้วน ที่เหลือมาเสี่ยงมาลุ้นเอา ทั้ง ‘พรรคสีส้ม’ และ ‘ประชาชนทั้งประเทศ’
การให้เหตุผลว่าต้องตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเพราะพรรคเพื่อไทยขาดความชัดเจน ผมว่าต้องดูดีๆ
แม้ว่าในช่วงของการตกลงเงื่อนไขอาจจะมีไม่ตรงกันอยู่บ้าง แต่ในที่สุดเพื่อไทยประกาศความชัดเจนโดยการยื่นยุบสภาไปแล้ว นั่นหมายความว่าเพื่อไทยโชว์ของ รัฐบาลโดยคุณภูมิธรรมดําเนินการยุบสภาไปตามขั้นตอนแล้วแต่ไปไม่ถึงดวงดาว ถูกตีกลับมา
มีคําถามอีกว่า แล้วทําไมไม่ยืนยันไปอย่างถึงที่สุด?
ผมว่าคนถามก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไปไม่ได้ ยื่นไปยังไงก็ไปไม่ถึง พรรคเพื่อไทยเลยประกาศโดยอาจารย์ชัยเกษมว่า พร้อมยุบสภาทันที
หมายความว่า กลับมาขอเครื่องมือจากพรรคประชาชน โดยการโหวตชัยเกษมเป็นนายกฯ เพื่อยุบสภาตามที่ประกาศไว้ แต่พรรคประชาชนบอกว่า พี่มาช้าไป
สำหรับผมการตัดสินใจเพื่อประชาชนทั้งประเทศ ไม่มีคําว่าสาย และต้องพิจารณาทางเลือกได้จนนาทีสุดท้าย
อย่างที่ผมบอกว่าสถานการณ์หลังจากนี้จะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สังคมไทยและพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยจะอยู่ในช่วงเสี่ยงดวงวัดใจ ว่าภูมิใจไทยจะทําตามเงื่อนไขหรือไม่? และหากไม่ทําตามเงื่อนไข สถานการณ์มันจะไปในทิศทางไหน?
ดังนั้น เพื่อให้ความชัดเจน ให้หลักประกันกับประชาชน ผมจึงขอเรียกร้องหัวหน้าเท้ง ในฐานะผู้นําพรรคฝ่ายดีล ยกมือเสนอคุณอนุทินในวันแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภาให้ประกาศวันยุบสภาทันที
รัฐบาลชุดนี้ตามเงื่อนไขที่เขาตกลงกันไว้ สามารถกําหนดวันยุบสภาล่วงหน้าได้นับตั้งแต่วันแถลงนโยบาย เช่น ถ้าคุณอนุทินแถลงนโยบายในวันที่ 15 กันยายน 2568 การยุบสภาจะเกิดขึ้นไม่เกินวันที่ 15 มกราคม 2569
ดังนั้น ทันทีที่คุณอนุทินแถลงนโยบายเสร็จ คุณณัฐพงศ์ หัวหน้าพรรคประชาชน จึงควรยกมือขึ้น และเรียกร้องคุณอนุทินประกาศต่อที่ประชุมรัฐสภา ประกาศต่อประชาชน ว่าจะยุบสภาไม่เกิน 15 มกราคม
เร็วกว่านั้นไม่เป็นไร ช้ากว่านั้นก็ต้องถามพรรคประชาชน ว่าจะเอายังไง?
คะแนนโหวตคุณอนุทินเป็นนายกฯ ออกมาทั้งหมด 311 คะแนน หักเป็นของพรรคสีส้ม 143 คะแนน ที่เหลือเป็นคะแนนของพรรคภูมิใจไทยและชาวคณะ นั่นหมายความว่า มีคะแนนเพิ่มขึ้นจากเดิมที่สื่อมวลชนรายงานว่า 146 บวกมาอีก 22 คะแนน
คําถามจึงอยู่ที่เงื่อนไขข้อ 4 ที่เซ็นกันไว้
พรรคประชาชนไม่ยินยอมให้พรรคภูมิใจไทยสะสมกําลัง เอาเสียงมาเพิ่มจนส่อว่าจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก 22 คะแนนที่งอกขึ้นมา ถือว่าผิดเงื่อนไขข้อ 4 แล้วหรือยัง?
และถ้ายัง ตัวเลขที่บอกว่าเป็นการผิดเงื่อนไขคือตัวเลขเท่าไหร่ที่จะเพิ่มขึ้นมายกมือให้กับภูมิใจไทย เช่น การผ่านร่างกฎหมายต่างๆ นับจากนี้
รัฐบาลชุดนี้ คือการพลิกฟื้นขึ้นมา ‘ยืนเหนือ’ ของพลังฝ่ายอนุรักษ์นิยม ระหว่างทางของการตกลงกันมีเรื่องน่าสังเกตมากมาย เช่น การแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่หนังสือของวุฒิสภากับราชกิจจานุเบกษาลงวันที่แต่งตั้งไม่ตรงกัน การยื่นยุบสภาที่ถูกตีย้อนกลับ การปรากฏขึ้นของบุคคลพิเศษ พลังพิเศษ ผ่านการรายงานของสื่อมวลชนหลายๆ รายการ
การที่คนแบบร้อยเอกธรรมนัสตอบคําถามถึงเหตุผลที่ต้องย้ายข้างว่าพูดไม่ได้ สิ่งเหล่านี้อยู่ในความสนใจขบคิดของผู้คน แต่ดูเหมือนว่าไม่ได้อยู่ในความสนใจของพรรคประชาชนหรืออย่างไร?
สําหรับผมเชื่อว่า พลังอํานาจพิเศษเหล่านั้น คือตัวจริงในการจัดตั้งรัฐบาลนี้ โดยคะแนนเสียงของพรรคประชาชนถูกดึงเข้าไปในสมการ ‘สีส้ม’ ไม่ใช่คนเดินหมาก แต่เป็นหมากที่เขาเดิน
อย่างไรก็ตาม ต้องเคารพและยอมรับการตัดสินใจของพรรคประชาชน ผลการลงคะแนนครบทุกคนทั้ง 143 เสียง
พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่าพรรค
พลังอนุรักษ์ใหญ่กว่าใครแล้วครับตอนนี้
นี่คือภาพหลายแง่มุมของการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ที่ผมมองเห็น และเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นข้อถกเถียงอภิปราย วิพากษ์วิจารณ์กันไปอีกยาวนาน
4 เดือนหลังจากนี้ รัฐบาลจะยุบสภาตามที่ประกาศไว้หรือไม่ หลายๆ คนก็เชื่อ
แต่ผมไม่เชื่อ”



