เมื่อวันที่ 8 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรุ่งนี้วันที่ 9 ก.ย. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ถนนราชดำเนินใน ศาลนัดฟังคำสั่งของคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 กรณีตรวจสอบข้อเท็จจริงการบังคับโทษคดีถึงที่สุด นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีการออกหมายเรียก ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และนายทักษิณ ชินวัตร จำเลย เข้าฟังคำสั่งศาลในวันดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะถึงการนัดฟังคำสั่งในวันพรุ่งนี้ ทางเดลินิวส์ขอไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ของคดีดัง ที่ประชาชนทุกคนให้ความสนใจ

โดยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับเข้าสู่มาตุภูมิอีกครั้งหลังจากลี้ภัยในต่างประเทศนานกว่า 17 ปี การกลับมาครั้งนี้นำไปสู่เหตุการณ์สำคัญหลายประการ ตั้งแต่การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม การพักรักษาตัวในโรงพยาบาล การได้รับพระราชทานอภัยโทษ จนถึงการไต่สวนในศาลฎีกาฯ อีกครั้ง

วันอังคารที่ 22 ส.ค. 2566 เวลาประมาณ 09.00 น. ที่ สนามบินดอนเมือง กรุงเทพมหานคร

นายทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับถึงประเทศไทยด้วยเครื่องบินส่วนตัว รุ่น Gulf stream G650-ER ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของการลี้ภัยในต่างแดนนานถึง 17 ปี โดยมีครอบครัวคนใกล้ชิดมารอรับ

ภายหลังนายทักษิณได้เข้าสู่กระบวนการของทางตำรวจและถูกนำตัวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทันที

ศาลได้อ่านคำพิพากษาใน 3 คดีที่นายทักษิณถูกตัดสินจำคุกไปก่อนหน้านี้ สรุปโทษจำคุกรวมทั้งสิ้น 8 ปี แบ่งเป็นคดีทุจริตที่ดินรัชดาภิเษกจำคุก 3 ปี, คดีหวยบนดิน จำคุก 2 ปี, คดีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้กฤษดามหานคร จำคุก 3 ปี หลังจากศาลอ่านคำพิพากษา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวนายทักษิณออกจากศาลฎีกาฯ เพื่อนำไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเพื่อรับโทษ

จากเรือนจำสู่โรงพยาบาลตำรวจ และพักรักษาตัวนานกว่า 6 เดือน

ต่อมาคืนวันอังคารที่ 22 ส.ค.66 ถึง ต่อเนื่อง 23 ส.ค. หลังจากเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้ไม่นาน (ประมาณ 13 ชั่วโมง) ในช่วงกลางดึก นายทักษิณถูกส่งตัวฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลตำรวจ เนื่องจากมีอาการป่วยหลายโรคที่เป็นโรคประจำตัวและรุนแรง เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ปอดอักเสบ โดยอาศัยดุลพินิจของแพทย์เรือนจำและระเบียบกรมราชทัณฑ์ที่ระบุว่าผู้ต้องขังที่ป่วยหนักสามารถส่งตัวไปรักษาภายนอกได้

และนายทักษิณพักรักษาตัวอยู่ที่ ชั้น 14 อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเป็นชั้นที่ถูกจัดให้เป็นห้องพิเศษและมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด รวมเวลาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ (ประมาณ 179 วัน หรือเกือบ 6 เดือน) ตั้งแต่ 23 ส.ค. 2566-17 ก.พ. 2567

ซึ่งการนำตัวนายทักษิณไปพักรักษาที่โรงพยาบาลนอก ที่ไม่ใช่โรงพยาบาลของราชทัณฑ์ในครั้งนี้เอง ที่เป็นประเด็นนำไปสู่การไต่สวนของศาลฎีกาฯ ในเวลาต่อมา

ต่อมาวันที่ 1 ก.ย. 2566 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยลดโทษแก่นายทักษิณ ชินวัตร จากโทษจำคุก 8 ปี เหลือโทษจำคุก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ทันที

วันที่ 17 ก.พ. 67 เวลาประมาณ 06.09 น. ที่โรงพยาบาลตำรวจนายทักษิณ ชินวัตร ได้รับการปล่อยตัวจากโรงพยาบาลตำรวจ (ชั้น 14) เพื่อไปพักโทษที่บ้านพัก โดยเข้าเกณฑ์พักโทษกรณีพิเศษจากการเป็นผู้ป่วยสูงอายุและมีอาการเจ็บป่วยร้ายแรง และได้เดินทางออกจากโรงพยาบาลตำรวจด้วยรถยนต์ส่วนตัว พร้อมด้วย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาว เพื่อกลับไปยัง บ้านจันทร์ส่องหล้า ถนนจรัญสนิทวงศ์

จุดเริ่มต้นก่อนศาลฎีกาฯ นัดไต่สวน

เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 68 นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในประเด็นขอให้ศาลไต่สวนกระบวนการและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการที่นายทักษิณ ชินวัตร เข้าไปพักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มีการเอื้อประโยชน์หรือไม่ และให้เพิกถอนการพักโทษหากพบว่าไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง โดยอ้างอิงหลักฐานต่างๆ ที่รวบรวมมาได้

ศาลพิเคราะห์คำร้องและเอกสารท้ายคำร้องแล้ว เห็นว่า ผู้ร้องไม่ใช่คู่ความในคดีอีกทั้งไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการบังคับโทษจำคุกแก่จำเลยในคดีดังกล่าว เมื่อผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในชั้นบังคับตามคำพิพากษา จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลนี้

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อความปรากฏต่อศาลว่า อาจมีการบังคับตามคำพิพากษาที่ไม่เป็นไปตาม

หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลนี้ ศาลย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร จึงเห็นควรส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์และจำเลยในคดีแจ้งต่อศาลว่ามีข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้างในคำร้อง หรือไม่ อย่างไร กับสำเนาคำร้องให้ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร, อธิบดีกรมราชทัณฑ์, นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ

ชี้แจงข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาของศาลว่าการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบังคับโทษจำคุกแก่จำเลยเป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อดีถึงที่สุดของศาล หรือไม่ อย่างไร ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 6

ทั้งนี้ ศาลมีคำสั่งให้นัดพร้อมหรือนัดไต่สวนในวันที่ 13 มิ.ย. 2568 และได้ไต่สวน นายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ คนปัจจุบัน เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในขั้นตอนของการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษานอกเรือนจำ และออกหมายนัดไต่สวนพยานอีกจำนวนหนึ่ง

วันที่ 4 ก.ค. เป็นการไต่สวนพยานเป็นกลุ่มแพทย์ พยาบาล ทั้งในสถานพยาบาลในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ, ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ จำนวน 5 ปาก

วันที่ 8 ก.ค. นัดไต่สวน พัศดีเวร รองพัศดีเวร กลุ่มเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ที่พานายทักษิณจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปที่ รพ.ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ควบคุม เฝ้าหน้าห้องผู้ป่วย ทั้งหมด 9 ปาก

วันที่ 15 ก.ค. ไต่สวนผู้บริหารของกรมราชทัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง อดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร อดีต ผอ.ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และคนปัจจุบัน ทั้งหมด 6 ปาก

วันที่ 18 ก.ค. ไต่สวนพยานกลุ่มแพทย์ รพ.ตำรวจ อาทิ แพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ, อดีตแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ, แพทย์เวรรับตัวนายทักษิณ, แพทย์ผู้ทำการรักษา ทั้งหมด 6 ปาก

วันที่ 25 ก.ค. ไต่สวนพยาน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก ทางแพทยสภา 3 ปาก

และวันที่ 30 ก.ค. ศาลอนุญาตให้จำเลยนำศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ไต่สวนเป็นพยานฝั่งจำเลย 1 ปาก รวมการไต่สวนพยานทั้งหมด 7 นัด 31 ปาก และได้กำหนดวันนัดฟังคำสั่ง ชี้ชะตาในวันที่ 9 ก.ย. เวลา 10.00 น.

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ที่ผ่านมา นายทักษิณได้เดินทางออกนอกราชอาณาจักร ด้วยเครื่องบินส่วนตัว เพื่อเดินทางไปต่างประเทศเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย

แม้ทางเจ้าตัว รวมถึงญาติ ทนายจะยืนยันหนักแน่นว่า กลับมาเข้าฟังคำสั่งของศาลฎีกา อม. ด้วยตัวเองก็ตาม แต่ในเมื่อยังไม่ถึงบทสรุปสุดท้าย ก็ต้องติดตามกันต่อไป.