เมื่อวันที่ 8 ก.ย. นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เปิดเผยว่า สบส. โดยกองสุขศึกษา ได้ดำเนินการเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพ “พฤติกรรมการถูกกลั่นแกล้งรังแก (บูลลี่) ของเด็ก และเยาวชนไทย” ร่วมกับเครือข่ายเฝ้าระวังพฤติกรรมระดับพื้นที่ ซึ่งจากการเก็บข้อมูลกลุ่มเด็กและเยาวชน อายุ 7-25 ปี 41,944 คน ในปี 2568 พบเด็กและเยาวชนเคยมีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้ง 65.54% โดยวิธีที่พบมากสุดคือ ถูกล้อชื่อ พ่อ แม่ คนในครอบครัว 40.97% ถูกล้อเลียนรูปร่างหน้าตา บุคลิก 37.95% ถูกประชิดตัวจนรู้สึกอึดอัด 30.38% ถูกทำร้ายร่างกาย เช่น เตะ ตี ต่อย ตบ ผลัก 28.28% และถูกกระทำให้รู้สึกด้อยกว่าคนอื่น เช่น เหยียดหยามหรือไม่รับฟังความคิดเห็น 26.27%  

ทั้งนี้ ส่วนใหญ่จะถูกกลั่นแกล้งโดยเพื่อน 73.53% สถานที่เกิดเหตุพบมากสุดคือ โรงเรียน 83.35% ซึ่งส่งผลให้ผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งได้รับผลกระทบทางจิตใจ โดยส่วนใหญ่รู้สึกอับอาย 61.53% โกรธแค้นหรืออยากเอาคืน 54.52% รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่ค่อยมีพลัง 51.38% และมากกว่า 1 ใน 4 หรือ 29.03% มีความคิดทำร้ายตัวเอง

ด้าน นพ.อดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ รองอธิบดีกรม สบส. กล่าวว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังข้างต้น แสดงให้เห็นว่าเด็กและเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกกลั่นแกล้งรังแก มักจะได้รับผลกระทบต่อร่างกาย และจิตใจ จนอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล เกิดพฤติกรรมทำร้ายตนเอง หรือปัญหาพฤติกรรมอื่นๆ ในระยะยาวตามมา ดังนั้นเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และดูแลสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนไทยอย่างครอบคลุม กรม สบส. จะเร่งดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรมสุขภาพจิต ฯลฯ เพื่อจัดการปัจจัยเสี่ยง พร้อมผลักดันโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ “พฤติกรรมการกลั่นแกล้งรังแก” และเพิ่มความเข้มข้นในการสื่อสาร เตือนภัยเรื่องผลกระทบจากการกลั่นแกล้งรังแกอย่างต่อเนื่อง.