เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 กรณีตรวจสอบข้อเท็จจริงการบังคับโทษคดีถึงที่สุดนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลย
คำวินิจฉัยคดี ว่า การที่ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำ และอธิบดีกรมราชทัณฑ์อนุญาตให้จำเลยรักษาตัวอยู่ภายนอกเรือนจำต่อเนื่องจนได้รับการปล่อยตัวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และเป็นการบังคับโทษให้เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 89 หรือไม่
พิจารณาแล้ว มีโรคที่แพทย์ประจำทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เห็นว่าจำเลยควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่ โรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท โรคหัวใจ โรคไวรัสตับอักเสบบี เนื่องจากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่มีแพทย์เฉพาะทาง ต้องส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลภายนอกเรือนจำ แต่ไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน
ข้อเท็จจริงได้ความจากพยาบาลเวรว่า ในคืนวันที่ 22 ส.ค. 2566 เวลา 22.00 น. จำเลยแจ้งว่ามีอาการอ่อนเพลีย ขาขวาอ่อนแรงเล็กน้อย นอนไม่หลับ บ่นแน่นหน้าอกและมีความดันโลหิตสูง เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครส่งตัวจำเลยไปโรงพยาบาลตำรวจ โดยไม่ได้ส่งตัวจำเลยไปที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ซึ่งมีแพทย์เวรประจำอยู่ในคืนดังกล่าว ทั้งที่อยู่ห่างจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเพียง 200 เมตร
เมื่อส่งตัวจำเลยไปถึงโรงพยาบาลตำรวจ ได้พาจำเลยไปที่ห้องพักพิเศษ ชั้นที่ 14 ของอาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา (มภร.) ซึ่งไม่ใช่ห้องฉุกเฉินหรือห้องอุบัติเหตุ ขัดกับระเบียบโรงพยาบาลตำรวจ ว่าด้วยการรับตัวผู้ป่วยคดีที่เป็นผู้ต้องหา ผู้ต้องกัก ผู้ต้องขังหรือนักโทษเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นผู้ป่วยของโรงพยาบาลตำรวจ ที่อยู่ในห้องที่จัดไว้สำหรับผู้ต้องหา ผู้ต้องกัก ผู้ต้องขังหรือนักโทษ เว้นแต่นายแพทย์ใหญ่ (สบ 8) จะพิจารณาเป็นอย่างอื่น

วันที่ 23 ส.ค.2566 ที่มีการส่งตัวจำเลยมาที่โรงพยาบาลตำรวจโดยอ้างว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น ไม่มีการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และไม่มีการตามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจมาดูอาการในทันที เพิ่งจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจเข้ามาตรวจจำเลยในวันที่ 24 ส.ค. 2566 หรือหลังจาก 24 ชั่วโมงไปแล้ว อีกทั้งที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์มีเครื่องมือตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ มียาขยายหลอดลมและยาลดความดันโลหิตที่ใช้รักษาจำเลยตามเวชระเบียนของโรงพยาบาลตำรวจ
แสดงให้เห็นได้ว่า อาการของจำเลยในคืนเกิดเหตุอยู่ในศักยภาพที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์สามารถรักษาได้ ไม่จำต้องส่งตัวจำเลยไปรักษานอกเรือนจำ เชื่อได้ว่า ในคืนวันที่ 22 ส.ค. 2566 จำเลยไม่ได้มีอาการแน่นหน้าอก แต่อ้างว่ามีอาการแน่นหน้าอก เพื่อให้เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครใช้เหตุดังกล่าวเป็นข้ออ้างในการส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ
แพทย์โรงพยาบาลตำรวจออกใบแสดงความเห็นแพทย์ให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครใช้ใบรับรองแพทย์ ขออนุญาตให้จำเลยพักรักษาตัวนอกเรือนจำต่อไปเกินกว่า 30 วัน 60 วัน และ 120 วัน โดยอ้างเหตุต้องรักษาแผลผ่าตัด ต้องรับการผ่าตัดเร่งด่วน ต้องรักษาสมองขาดเลือดและผ่าตัดภาวะกระดูกคอเสื่อม ตามลำดับ ทั้งที่การผ่าตัดตามที่ระบุในใบแสดงความเห็นแพทย์เป็นการผ่าตัดนิ้วล็อก ผ่าตัดเอ็นหัวไหล่ขวาซึ่งฉีกขาดเพราะจำเลยประสบอุบัติเหตุขณะพักอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ และมิใช่สาเหตุที่อ้างใช้ส่งตัวจำเลยมาที่โรงพยาบาลตำรวจ
อีกทั้งการผ่าตัดภาวะกระดูกคอเสื่อม แพทย์เคยเสนอจำเลยให้ผ่าตัดภายหลังจากจำเลยอยู่โรงพยาบาลตำรวจ แต่จำเลยปฏิเสธการผ่าตัด ทั้งได้ความว่าในที่สุดก็ไม่มีการผ่าตัดกระดูกคอกดทับไขสันหลังและเส้นประสาทของจำเลยแต่อย่างใด จนกระทั่งจำเลยออกจากโรงพยาบาลตำรวจ

ตามพฤติการณ์ดังกล่าวมาข้างต้นบ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยทราบข้อเท็จจริงหรือรับรู้เหตุการณ์ได้ว่าตนไม่ได้ป่วยวิกฤติฉุกเฉิน แต่จำเลยมีเพียงโรคประจำตัวซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาตัวแบบผู้ป่วยนอกได้ โดยไม่จำเป็นต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ เพราะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและสภาวะร่างกายของจำเลยเอง
นอกจากนั้นยังได้ความว่าจำเลยเข้ามามีส่วนตัดสินใจในกระบวนการรักษาของแพทย์ โดยปฏิเสธการผ่าตัดรักษาโรคหัวใจและโรคกระดูกคอกดทับไขสันหลังและเส้นประสาท แต่ให้แพทย์รักษาโดยการรับประทานยาตามอาการและเลือกรับการผ่าตัดนิ้วล็อกและเอ็นหัวไหล่ขวา ซึ่งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนและเป็นผลทำให้การรักษาตัวจำเลยในโรงพยาบาลตำรวจขยายระยะเวลาออกไป
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2566 มีพระบรมราชโองการพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษให้จำเลยเหลือโทษจำคุกต่อไปอีก 1 ปี เมื่อการบังคับโทษจำเลยเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น กระบวนการบังคับโทษรวมทั้งการพักการลงโทษจำเลยจึงไม่มีผลตามกฎหมาย และไม่อาจนำเอาระยะเวลาที่พักอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจมาหักเป็นวันคุมขังได้ จำเลยจึงต้องรับโทษจำคุกอีก 1 ปี ตามพระบรมราชโองการ
เมื่อเวลา 11.50 น. ขบวนรถตู้ของกรมราชทัณฑ์ จำนวน 3 คัน มาถึงเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นายทักษิณ ชินวัตร นั่งรถตู้เรือนจำทะเบียน 1 นง 7412 กรุงเทพมหานคร สีขาว ซึ่งอยู่คันหน้าสุด ซึ่งเป็นรถที่ใช้ควบคุมผู้ต้องขัง ในช่วงกระบวนการกักโรคโควิด-19 ระยะเวลา 5 วัน ผู้ต้องขังจะสามารถเยี่ยมได้เพียงทนายความ สามารถเยี่ยมญาติได้เพื่อครบระยะเวลากักโรค จะต้องเป็นญาติที่ถูกระบุอยู่ในบัญชีรายชื่อการเยี่ยมญาติ 10 รายชื่อ สามารถเปลี่ยนแปลงรายชื่อได้ภายหลังครบ 30 วัน ส่วนเรื่องการฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากผู้ต้องขัง เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายซื้อของอุปโภคบริโภคระหว่างอยู่ในเรือนจำนั้น มีจำนวนเงินสูงสุดที่สามารถฝากเงินได้ไม่เกิน 15,000 บาท

ทีมงานนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X ของนายทักษิณ ตอนหนึ่ง ว่า พี่น้องประชาชนที่เคารพ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานอภัยลดโทษจำคุกแก่ผมคงเหลือเวลา 1 ปี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ต่อทั้งตัวผม และครอบครัว ผมขอน้อมรับและพร้อมเข้าสู่กระบวนการตามคำพิพากษาในวันนี้
แม้ว่าทุกคดีจะเกิดขึ้นหลังการรัฐประหารรัฐบาลของผมเมื่อปี 2549 แต่วันนี้ผมขอมองไปข้างหน้าให้ทุกอย่างที่ผ่านมามีข้อยุติ ทั้งการต่อสู้คดีตามกฎหมาย และความขัดแย้งใดๆ อันเกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับตัวผม จากวันนี้แม้ผมจะไร้อิสรภาพ แต่ยังมีเสรีภาพทางความคิดเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ผมจะรักษาความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อใช้เวลาในชีวิตที่เหลืออยู่รับใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ แผ่นดินไทย และประชาชนคนไทย
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทางครอบครัวรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงอย่างหาที่สุด ที่ลดโทษคุณพ่อเหลือ 1 ปี ขอบคุณทุกท่านที่ส่งกำลังใจให้พวกเรา ครอบครัวของเรา แต่นายทักษิณเองยังเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ เรื่องผลงานต่างๆ ที่ผ่านมา ที่ทำเพื่อบ้านเมืองก็ยังเป็นคนที่นึกถึงบ้านเมืองอยู่เสมอ ท่านตั้งใจจริงที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตพี่น้องประชาชนมีความกินดีอยู่ดี
“วันนี้ก็ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์อีกเรื่องหนึ่ง ที่มีนายกรัฐมนตรีคนแรกต้องจำคุก ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าหนัก แต่ว่ากำลังใจยังดี ทั้งคุณพ่อและครอบครัว ตนเองและพรรคเพื่อไทยยังมุ่งหน้าทำงานต่อเพื่อเป็นฝ่ายค้าน และทำงานเพื่อประชาชนตรวจสอบรัฐบาลต่อไป พรรคเองมีกำลังใจที่ดี” น.ส.แพทองธาร กล่าว

สำหรับการใช้ระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566 หรือระเบียบคุมขังนอกเรือนจำ เพื่อพิจารณาให้ผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์ได้คุมขังยังสถานที่ที่ไม่ใช่เรือนจำ เพื่อลดความแออัดของเรือนจำ ระเบียบดังกล่าวยังไม่มีการนำร่องที่ไหน เนื่องจากต้องรอกำไล EM เพราะยังอยู่ในระหว่างการจัดซื้อ อดีตนายกฯ ทักษิณ จึงยังไม่ได้ใช้ระเบียบดังกล่าว
นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ผู้ร้องในคดีนี้ ระบุว่า นายทักษิณสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ แต่ศาลพิจารณาตามโทษจำคุกเดิม เพียงแค่วินิจฉัยว่าได้รับโทษไปแล้วหรือไม่ เมื่อวินิจฉัยว่ายังไม่ได้รับโทษ ก็แค่ส่งกลับไปรับโทษเท่านั้น เชื่อว่าคำอุทธรณ์ของนายทักษิณไม่น่าจะมีผลต่อคำตัดสินในวันนี้ คำตัดสินวันนี้ ถือว่าเป็นแม่บทเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมทั้งหมดกลับเข้าสู่ระบบในสิ่งที่ถูกต้อง
นายสมชาย แสวงการ กล่าวว่า ขอชื่นชมนายทักษิณที่กล้ากลับมารับโทษตามกระบวนการ การบังคับคดีในวันนี้มีอีกหลายเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อ โดยเฉพาะ ป.ป.ช. ตั้งเรื่องสอบไว้ 12 คน ก็ต้องขยายผลการกระทำความผิดของบุคคลต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ปฏิกิริยาของนายทักษิณในระหว่างการฟังคำตัดสิน มีอาการที่เรียบเฉยเป็นปกติ
สำหรับความเคลื่อนไหวทางการเมือง เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งสุดท้ายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย บรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงา มีรัฐมนตรีในส่วนของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมประชุมเท่านั้น

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขออวยพรนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพราะมาด้วยวิถีทางและเสียงข้างมาก ขอให้ทำหน้าที่เต็มที่ และทำให้ประเทศชาติการเมืองหลุดพ้นกรอบเดิมๆ ที่เป็นปัญหา และทุกคนเข้าใจอยู่ อยากให้สิ่งต่างๆ เข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทำหน้าที่ในเกียรติประวัติของนายกฯ เป็นอย่างดี อยากให้จัดการปัญหาที่คั่งค้างที่เรายังทำไม่เสร็จ ส่วนตนเองจะกลับไปทำงานพรรค
“ได้คุยกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่า พรรคเพื่อไทยยังมีต้นทุนอยู่มาก ยังแข็งแรง อย่างน้อย สส.ในพื้นที่เรามีปริมาณจำนวนหลักร้อยบวกลบ รวมถึง สส.มีความแข็งแรงในพื้นที่ น.ส.แพทองธารยังพร้อมเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แม้จะไม่มีตำแหน่งใดๆ แล้ว อยากให้ สส.และสมาชิกพรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าเรายังอยู่ ยังไม่เชื่อว่าจะมีไหลออกจนกว่าจะเห็นในวันเลือกตั้ง เพราะวันนี้ไม่มีความจำเป็นต้องไหลออกไปไหนแล้ว”
“เชื่อว่า สส.ในพรรค และสมาชิกพรรคมีจุดยืน หลายคนอยู่กับเราตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย ยังผูกพันกับประชาชนในพื้นที่ จึงเชื่อว่าคนที่เป็นเลือดแท้จะยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรคต่อไป พรรคอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนจุดอ่อน ข้อบกพร่องที่เราเห็นอยู่ และยอมรับว่าที่ผ่านมาคนที่เป็นรัฐมนตรีมีโอกาสเข้าไปดูแลช่วยในพรรคน้อย มั่นใจว่าส่วนใหญ่ของพรรคยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย 4 เดือนก็ทำหน้าที่ของฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ และเข้มแข็ง” นายภูมิธรรม กล่าว
นายภูมิธรรมยืนยันว่า เรื่องเขากระโดงและเรื่องฮั้ว สว. ไม่ใช่ความแค้นหรือความไม่พอใจกันในส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องของประเทศชาติ เขากระโดงเป็นเรื่องของการเอาที่ดินที่พระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้ออกกฤษฎีกาคุ้มครอง เพราะฉะนั้นเป็นของหลวงตั้งแต่ต้น ไม่อาจเปลี่ยนไปเป็นของคนอื่นได้ ถ้าเขาทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตก็ไม่ตาย แต่หากเอาที่คืนหลวงไม่ได้ ทำให้เรื่องฮั้ว สว.หายไปก็เป็นจุดตาย
ภายหลังการประชุม ครม. นายภูมิธรรม เวชยชัย และรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยบางคนมาร่วมรับประทานอาหารกับสื่อมวลชนข้างรังนอกกระจอก 3 หรือห้องทำงานของสื่อมวลชน ทำเนียบรัฐบาล เพื่อแสดงความขอบคุณ สำหรับตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาที่ได้ทำงานร่วมกัน โดยนายภูมิธรรม กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยังมีต้นทุนอยู่ อย่างน้อยประชาชน 10 ล้านคน ยังรักและผูกพัน เราจึงมีหน้าที่ที่จะต้องทำงานต่อไป และคนในพรรคเพื่อไทยเข้มแข็ง พร้อมที่จะสู้ ส่วนใครจะทำอะไรต่อไป ถือว่าเป็นเอกสิทธิ์
“ตั้งแต่มารับตำแหน่งรักษาราชการแทนนายกฯ น้ำหนักลดลงไปกว่า 10 กว่ากิโลกรัม จาก 90 กว่ากิโลกรัม เหลือ 76 กิโลกรัม เนื่องจากช่วงดังกล่าวกินข้าวได้น้อย ไม่เกี่ยวกับตรอมใจ” นายภูมิธรรม กล่าว และพูดติดตลกว่า หัวใจจริงๆ คือ อยากหล่อ เพราะใส่สูทแล้วคับไปหมด และจากนี้คงมีเวลาออกกำลังกายมากขึ้น

ที่ทำการพรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าที่ทำการพรรค พร้อมด้วยนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี เพื่อร่วมประชุม สส. ประจำสัปดาห์ โดยไม่ตอบคำถามใด น.ส.แพทองธาร โพสต์ภาพพร้อมข้อความในอินสตาแกรม เป็นภาพถ่ายคู่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังศาลฎีกามีคำสั่งจำคุก 1 ปี นายทักษิณ จากกรณีคดีชั้น 14 เขียนว่า “พ่อ #9sep2025”
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า การจัดโผ ครม. อนุทินว่า เมื่อคืนวันที่ 8 ก.ย.68 กระทรวงกลาโหมกลายเป็นสัดส่วนคนนอก คือ “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ที่จะขยับจาก รมช.กลาโหม ขึ้นมาเป็น รมว.กลาโหม ซึ่งจะเป็นโควตาคนนอกของพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เหมือนอดีต มีกระแสข่าวว่า นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี แกนนำ 8 สส.งูเห่า พรรคเพื่อไทย นั่ง รมช.มหาดไทย (มท.3)
นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ยังไม่ตอบว่า ดำรงตำแหน่ง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แน่นอน เพียงแต่บอกว่า สถานการณ์ยังไม่นิ่ง ส่วนตัวเตรียมแผนไว้ถึง 3 กระทรวง จึงขอยังไม่พูดอะไร ขอให้นิ่งและแน่นอนก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็น สส.ถึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุข้อความขอลาออกให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย.68 เป็นต้นไป เมื่อนายศักดิ์ดาเป็น สส.เขต จึงต้องจัดเลือกตั้งซ่อม
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัด ครม.หนู ว่า ได้ส่งรายชื่อบุคคลที่จะเสนอเป็นรัฐมนตรีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณสมบัติครบทุกคนแล้ว โดยยังไม่ได้ระบุตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ส่งไปแล้ว แถมส่งเกินด้วย คุณสมบัติของ รมว.ยุติธรรม ก็ต้องเป็นคนยุติธรรม อายุรัฐบาล 4 เดือนถึงต้องเลือกคนมีประสบการณ์ เชิญนักการเมืองด้วยเพราะเราชัดเจนว่าเข้ามา 4 เดือนยุบสภา ตอบโจทย์ทางการเมืองด้วย

เมื่อถามว่ามีมือกฎหมายจำนวนมากเหตุใดจึงเลือกนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรีดูด้านกฎหมาย นายอนุทิน กล่าวว่า สมัยตนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีครั้งแรก นายบวรศักดิ์เป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้โทรมาแจ้งตนเองว่าดำรงตำแหน่ง รมช. ก็เคารพนับถือท่านมาตั้งแต่ตอนนั้น และจะให้มาทำเรื่องรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งนายบวรศักดิ์มีส่วนในการยกร่างรัฐธรรมนูญ
(ในช่วง คสช.มีอำนาจ ปี 2558 นายบวรศักดิ์ได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ฉบับนั้นตกไปเพราะสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือ สปช.โหวตคว่ำ ทำให้เกิดวาทะโด่งดังที่นายบวรศักดิ์พูด คือ “เขาอยากอยู่ยาว”)
“การมีอายุเพียง 4 เดือน ไม่มีอะไรกดดัน แต่กดดันตัวเองมากกว่า การทำงานในส่วนที่ต้องรับผิดชอบคือ แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง ซึ่งเป็นความถนัดของผม เนื่องจากที่ผ่านมาก็ได้ทำหลายอย่าง และได้ประสานทุกกระทรวงร่วมกัน รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ ก็จะให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นั่งรองนายกฯ ควบรมว.คลัง เพราะว่าการกระทรวงการคลังจะต้องไปพูดคุยในเวทีโลก การสวมบทบาทรองนายกฯ เพิ่มโอกาสมากกว่าเป็นรัฐมนตรีปกติ แล้วการจะได้รับความน่าเชื่อถือจากนานาชาติจะเพิ่มมาอีกระดับหนึ่ง” นายอนุทิน กล่าว
นายทวี สุระบาล สส.ตรัง พร้อมด้วยนายสุธรรม จริตงาม สส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มาที่พรรคภูมิใจไทย นายทวี เปิดเผยว่า ได้นำรายชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง รมช.ในสัดส่วนของกลุ่มตนเองมาส่งให้กับนายอนุทิน ยังไม่ทราบว่าจะได้รับตำแหน่งใด คาดว่าการแต่งตั้ง ครม. จะเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้ เมื่อถามย้ำว่า การที่มาดีลตำแหน่งเพื่อกลุ่มของตัวเองจะต้องลาออกจาก สส. พปชร.หรือไม่ นายทวี กล่าวว่า “เป็น สส.สิ ถ้าไม่เป็นก็โมฆะหมดสิ”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทวีนำรายชื่อนายสันติ ปิยะทัต กรรมการผู้จัดการบริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ (KC) ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มาส่งเพื่อดำรงตำแหน่ง รมช. มีการตั้งข้อสังเกตว่า ว่าที่ครม.ใหม่ของ พปชร.ไม่มีคนในโควตาของพล.อ.ประวิตร เลย แม้ก่อนหน้านี้จะมีชื่อพล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม จะนั่ง รมช.กลาโหม



