เมื่อวันที่ 12 พ.ค. นายธีระ สุธีวรางกูร สส.บัญชีรายชื่อ และทีมกฎหมายพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า มีหลายท่านกังวลใจ ที่พรรคประชาชนตัดสินใจยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ได้ตราขึ้นโดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่

ต้องกล่าวว่า ที่ผ่านมา พรรคประชาชน พรรคก้าวไกล และพรรคอนาคตใหม่ ยืนยันเส้นแบ่งเกี่ยวกับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญไว้ชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจเกินขอบเขต หรือเข้ามาก้าวก่ายในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร

กระนั้นก็ตาม การที่พรรคประชาชนยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในบางกรณี ก็น่าจะมีความจำเป็นอยู่ รวมถึงการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ” ได้ตราขึ้นโดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ ด้วยเหตุผลที่ว่า

(๑) ในฐานะที่พรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้านที่มีอำนาจหน้าที่อย่างหนึ่งในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล เมื่อพรรคพบเห็นว่ารัฐบาลใช้อำนาจที่อาจไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ พรรคก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบ

(๒) ในการตรวจสอบรัฐบาลที่ออกพระราชกำหนดดังกล่าว แม้พรรคสามารถตรวจสอบได้โดยวิธีการหนึ่ง คือ “การตรวจสอบทางการเมือง” โดยพรรคสามารถมีมติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคลงมติไม่อนุมัติพระราชกำหนดดังกล่าวได้ก็ตาม แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก็เป็นฝ่ายข้างน้อยในสภาผู้แทนฯ รัฐบาลซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นฝ่ายข้างมากในสภาผู้แทนฯ ก็ย่อมอนุมัติพระราชกำหนดข้างต้น ทำให้การตรวจสอบรัฐบาลในทางการเมืองของพรรคไม่บรรลุผล

โดยความข้อนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดกลไก “การตรวจสอบทางตุลาการ” ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถเข้าชื่อเสนอเรื่องให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ตรวจสอบเงื่อนไขการตราพระราชกำหนดดังกล่าวได้ การที่พรรคตัดสินใจยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ จึงเป็นความพยายามในการใช้กลไกการตรวจสอบให้ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้ง “การตรวจสอบทางการเมือง” และ “การตรวจสอบทางศาล”

(๓) อำนาจในการตรวจสอบเงื่อนไขการตราพระราชกำหนดก่อนที่สภาจะอนุมัติโดย “คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ” หรือ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ตามแต่กรณี เป็นอำนาจปกติทั่วไปที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๓๔, พ.ศ. ๒๕๔๐, พ.ศ. ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นอกจากนั้น อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เป็นอำนาจที่จะช่วยปกปกป้องอำนาจหน้าที่ในการตรากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ

ดังนั้น การที่พรรคยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลในการออกพระราชกำหนดดังกล่าว กล่าวได้ว่าเป็นการใช้กลไกการตรวจสอบปกติทั่วไปที่จะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายนิติบัญญัติ และต่อพรรคในฐานะที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฝ่ายนิติบัญญัติ

(๔) สำหรับข้อกังวลว่า การที่พรรคยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ได้ตราขึ้นโดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ อาจเป็นการ “เปิดช่อง” ให้ศาลรัฐธรรมนูญอาศัยคำวินิจฉัยของตนเอง ขยายขอบเขตอำนาจของตนให้กว้างขวางยิ่งขึ้นเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด นั้น

ต่อเรื่องนี้ ต้องกล่าวว่าทางพรรคได้เสนอ “ประเด็นของคดี” ในการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ศาลวินิจฉัยตามขอบเขตของรัฐธรรมนูญ เฉพาะประเด็นว่า “พระราชกำหนดดังกล่าวตราขึ้นโดยเป็นไปตามเงื่อนไขเพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ วรรคหนึ่ง กำหนดไว้หรือไม่” เท่านั้น ดังนั้น โดยความชัดเจนของประเด็นแห่งคดีที่พรรคเสนอไป ก็น่าจะช่วยให้คลายความกังวลได้ระดับหนึ่ง

(๕) แม้พรรคไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจเกินขอบเขตของศาลรัฐธรรมนูญในหลายคดีที่ผ่านมา กระนั้นก็ตาม ในทางปฏิบัติ ก่อนหน้านี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก็เคยมีบทบาทในการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นกรณีพระราชกำหนดขยายเวลาการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันการทรมานฯ หรือกรณีการกระทำของรองประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำร่างกฎหมายงบประมาณ

ดังนั้น การที่พรรคยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ตราขึ้นโดยชอบด้วยเงื่อนไขตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่พรรคเคยทำมาแล้ว ด้วยความระมัดระวังที่จะไม่ตั้งประเด็นของคดีเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญขยายอำนาจของตนผ่านคำวินิจฉัย

ด้วยเหตุผลข้างต้น พรรคเข้าใจและยอมรับความกังวลใจของหลายท่าน แต่ขอยืนยันว่า การยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ได้ตราขึ้นโดยชอบตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่” นั้น พรรคได้ทำไปด้วยความรอบคอบอย่างระมัดระวังครับ